Talk on “Tibetan Medicine” and Interview with Dr. Tsedor Nyarongsha
Translated into Thai by Dr. Krisadawan Hongladarom
Transcribed by Aj. Parida Sukprasert
Topics covered: History of Tibetan Medicine, Diagnosis, Herbal remedies, Natural Elements, Questions-Answers on the comparison between Tibetan medicine and Chinese medicine; Tibetan view of cancer, Tibetan view of karma, Tibetan detox and the way we can heal our body and mind.
บทบรรยายและสัมภาษณ์คุณหมอเซดอร์ ญารงชา
สถาบันการแพทย์ญารงชา ลาซา
แปลเป็นภาษาไทยโดย รศ.ดร.กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์
ถ่ายเสียงเป็นตัวอักษรโดย อ.ปาริดา สุขประเสริฐ
บรรยายและสัมภาษณ์ที่บ้านมูลนิธิพันดารา พ.ศ. 2554
ความรักความกรุณาเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ทิเบตโดยตรงเพราะว่าถ้าผู้ใดไม่มีจิตเป็นแบบพระโพธิสัตว์ผู้นั้นจะเป็นหมอไม่ได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญประการแรกคือหมอต้องมีจิตเป็นพระโพธิสัตว์ ประการที่สองต้องเชื่อตามแนวคิดของทางมหายานแบบทิเบตว่าสัตว์ทุกๆชีวิตเป็นพ่อแม่ของเรา เพราะฉะนั้นคนไข้ทุกคนคือพ่อแม่ที่กำลังเจ็บป่วย ดังนั้น ถ้าหมอคิดเช่นนี้ไม่ได้ก็จะทำให้การรักษาเป็นไปได้อย่างไม่เต็มที่ ดังเช่นที่พระไภษัชยคุรุซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าหมอยาได้ตรัสไว้ว่าถ้าปราศจากความรักความกรุณาก็จะรักษาสัตว์โลกไม่หาย
การแพทย์ทิเบตมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานนับพันปี คำสอนที่แพทย์และพยาบาลได้ศึกษาอยู่นี้ได้รับการถ่ายทอดมาโดยตรงโดยไม่ขาดตอนจากพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุ ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าที่สอนเรื่องการแพทย์ทิเบตให้แก่มวลมนุษย์
หัวใจหลักอีกอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับการแพทย์ทิเบตคือเรื่องของการอนุรักษ์ธรรมชาติ เพราะยาทิเบตทั้งหมดทำมาจากสมุนไพรซึ่งก็ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องความสะอาด ความบริสุทธิ์เป็นสำคัญด้วย ถ้าเราไม่มีการอนุรักษ์ธรรมชาติ โลกของเราก็จะร้อนขึ้นอย่างที่กำลังประสบอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งมีผลต่อคุณภาพยา ดังนั้นแพทย์ในสายทิเบตหรือผู้ที่ศึกษาเรื่องหมอจะถือว่าการอนุรักษ์ธรรมชาติและอนุรักษ์ความรู้เก่าแก่ที่สืบทอดกันมาไม่ขาดสายเป็นการงานที่สำคัญอย่างหนึ่งในชีวิต
จุดเด่นอีกประการหนึ่งของการแพทย์ทิเบตคือเรียนรู้การบำบัดองค์รวมของแต่ละ บุคคล ดูธาตุที่ประกอบขึ้นมาเป็นสรีระร่างกายของแต่ละบุคคลและบำบัดตามธาตุตามอาการ ไม่เน้นการประสานโรค สมุนไพรก็จะค่อยๆขุดขึ้นมา เมื่อขุดขึ้นมาแล้วก็จะมีกระบวนการเก็บรักษาที่ต้องอาศัยความสามารถทั้งสิ้น

และจากตามที่กล่าวมาแล้วว่าคนไข้ทุกคนคือพ่อแม่ของเรามาก่อน คุณหมอชาวทิเบต จะให้การรักษาคนไข้โดยไม่มีความกังวลหรือความกลัวว่าจะติดโรคจากคนไข้เพราะ การงานของหมอไม่แตกต่างจากการงานของพระโพธิสัตว์
กระบวนการตรวจรักษาของการแพทย์แบบทิเบตไม่เน้นการผ่าตัด ไม่เน้นการทำความรุนแรงกับร่างกาย แต่จะบำบัดให้ธาตุกลับมาสมดุลเป็นปกติ และต้องดูด้วยว่าคนไหนเป็นธาตุอะไร เช่น ถ้าตัวผอม ไม่ค่อยนอน แต่ทำงานเยอะมักจะเป็นคนธาตุไฟ และคนธาตุนี้มักมีปัญหาเป็นโรคกระเพาะ มักขี้โมโหเพราะทำงานเยอะทำให้เหนื่อยง่าย
มีกระบวนการสามอย่างซึ่งบางคนแปลว่าธาตุ คำว่าธาตุหรือกระบวนการนี้เกี่ยวโยงกับการเผาผลาญอาหารในร่างกายของคนเรา ทางการแพทย์ทิเบตบอกว่าธาตุมีสามอย่างคือธาตุลม ธาตุน้ำ และธาตุไฟ ธาตุทั้งสามนี้รวมอยู่ในร่างกายของเรา แต่ปัญหาอยู่ที่เมื่อเราไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีความสมดุล เช่น ร้อนเกินไปหรือหนาวเกินไปทำให้ธาตุเกิดการเสียสมดุล เมื่อเสียสมดุลก็ทำให้เกิดโรค แต่โดยปกติแล้วทั้งสามอย่างนี้เป็นสิ่งที่ดีที่อยู่ในกายของเรา แต่เมื่อมีธาตุใดธาตุหนึ่งมากเกินไปก็จะมีความผิดปกติ เช่นคนที่มีธาตุลมอยู่ในร่างกายมากมักมีเรื่องของความวิตกกังวล โกรธง่าย หรืออาจจะมีเรื่องของความอิจฉาเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนธาตุน้ำมักจะเฉื่อยชา เบื่อหน่าย
ในทิเบตมีสัญลักษณ์อยู่สามอย่างคือ ไก่ งู หมู ไก่จะเกี่ยวโยงกับกิเลสที่เป็นโลภะ งูจะเกี่ยวกับโทสะ และหมูเป็นโมหะ ไก่ งู หมู นี้จะเปรียบได้กับธาตุทั้งสามที่กล่าวมา
วิธีการตรวจของแพทย์ทิเบตจะมีหลายแบบ แต่การตรวจเบื้องต้นจะคล้ายกับการแมะแบบจีนคือดูชีพจร แรกเริ่มหมอจะถามก่อนว่าเป็นอะไรมาแล้วจึงจะจับชีพจร ถ้าคนที่มีธาตุลมมากเกินเมื่อจับแล้วจะเห็นอย่างชัดเจนว่าชีพจรขึ้น ถ้ามีธาตุไฟมากเกินไป ชีพจรจะหนัก หลังจากตรวจชีพจรแล้วจะตรวจปัสสาวะซึ่งทำให้ได้ผลที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นปัสสาวะของคนที่ธาตุต่างกันก็จะมีลักษณะที่ต่างกัน นอกจากตรวจปัสสาวะแล้วในบางกรณีหมออาจะตรวจลิ้น หรือตา ดูว่าสีของตาเป็นอย่างไร หรือตรวจเส้นที่ตรงบริเวณท้ายทอย
คนที่มีความผิดปกติของธาตุลม ในตอนกลางคืนกับตอนเช้าตรู่จะมีอาการที่เห็นชัด และถ้าอยู่ในช่วงฤดูร้อนจะมีอาการมากขึ้น คนที่มีความผิดปกติของธาตุไฟตอนกลางวันจะเห็นชัด เพราะตอนกลางวันเป็นช่วงที่อากาศร้อน อาการผิดปกติของธาตุจะแสดงออกมาชัดเจน นอกจากนี้คนธาตุไฟเมื่ออยู่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงจะมีอาการที่ปรากฏชัดเจนขึ้น
นอกจากนี้อาหารก็เป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญกับเรื่องของธาตุ ถ้าเรารับประทานอาหารบางอย่างที่ไม่ไปหรือไม่เข้ากันกับธาตุก็จะทำให้เกิดอาการป่วย เช่น ถ้าคนที่มีธาตุลมมากก็ควรรับประทานเนื้อลา หรือทานซุปกระดูกหมูจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย คนที่มีธาตุไฟมากควรรับประทานผักและไม่ดื่มน้ำเย็น คนที่มีธาตุน้ำมากควรทานโยเกิร์ตและอาหารหวาน แต่ต้องเป็นความหวานที่เกิดจากธรรมชาติเช่นหวานจากอ้อย
หลังจากที่หมอพูดเรื่องอาหารว่าควรรับประทานหรือไม่รับประทานอะไรก็ตาม คุณลักษณะธาตุของแต่ละบุคคลแล้วจึงจะพูดเรื่องของพฤติกรรม เช่นการออกกำลังกาย การทำโยคะ การไปนวด แต่พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่ว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับทุกคน บางคนไปนวดแล้วยิ่งเกิดอาการป่วย บางคนทำโยคะมากก็ไม่ดี คือพฤติกรรมนี้ขึ้นอยู่กับธาตุของแต่ละคน เช่นธาตุลมต้องออกกำลังกาย คนธาตุไฟมักจะร้อนง่าย เมื่อร้อนแล้วจะปวดศีรษะ จึงควรอยู่ในที่เย็น ที่ที่อากาศโปร่งสบาย คนที่มีธาตุน้ำผิดปกติควรอยู่ในที่ที่ค่อนข้างอุ่น
คำถาม-คำตอบ
1. การแพทย์แผนจีนกับแผนทิเบตคล้ายคลึงหรือต่างกันอย่างไร
เมื่อมองเผินๆจะดูเหมือนว่าแพทย์จีนกับแพทย์ทิเบตไม่ต่างกัน คือดูชีพจร เป็นภูมิปัญญาตะวันออกเหมือนกัน แต่จริงๆแล้วต่างกัน วิธีการรักษา การวินิจฉัย การบำบัด การมองเรื่องธาตุ ไม่มีความเหมือนกันเลย การแพทย์ทิเบตจริงๆมีมานานสามพันกว่าปีแล้ว ไม่ใช่แค่นับจากศตวรรษที่แปด แต่นับจากที่ศตวรรษที่แปดเพราะเพิ่งเริ่มมีการทำให้เป็นระบบ การแพทย์ทิเบตไม่มีในจีน และไม่เคยมีด้วย แต่ตอนหลังๆเริ่มมีรับเข้ามาจากอินเดีย แต่ไม่ใช่การรับเข้ามาเพื่อมาแทนการแพทย์ทิเบต แต่รับเข้ามาเพื่อนำมาผสมผสานกัน นอกจากนั้นความต่างก็มีที่ตัวยา สมุนไพรที่ใช้ในแพทย์จีน ทิเบต อินเดียแตกต่างกันทั้งหมด
ในทางการแพทย์ทิเบตแบ่งยาเป็นสามประเภท ประเภทแรกเป็นแบบลูกกลอน ไม่มีสารเคมี เน้นความบริสุทธิ์จากสมุนไพรทั้งสิ้น การทานยาลูกกลอนให้ได้ผลดีจะต้องมีการบด จะใช้ฟันกัดหรือตำในครกก็ได้ ซึ่งยาที่บดเป็นผงแล้วจะย่อยได้เร็วกว่าทานแบบเป็นเม็ด ประเภทที่สามเป็นยาต้ม อาจทำจากใบหรือรากไม้
วิธีการบำบัดแบบสันติ คือบำบัดแบบเบาๆ ง่ายๆ คือการให้ยา แต่ถ้าใช้การบำบัดแบบเบาแล้วไม่ได้ผลจะมีการบำบัดแบบหนัก เช่นการเจาะเลือดในกรณีที่คนไข้ปวดศรีษะมาก เจาะเลือดออกมาจากบริเวณหน้าผาก ทำให้เลือดไหลลง อาการปวดหัวจะหายไป สรุปสั้นๆได้ว่าการแพทย์แผนทิเบตกับจีนมีความต่างมากกว่าความเหมือน
การแพทย์เน้นที่เรื่องอาหารเป็นสำคัญอันดับหนึ่ง ถ้าเราสามารถปกป้องตัวเองจากอาหารที่ไม่เหมาะสมกับธาตุของตนเองได้แล้วก็ ไม่มีความจำเป็นต้องทานยา แต่บางครั้งการดูเรื่องอาหารอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอต้องดูแลเรื่องพฤติกรรม ควบคู่กันไปด้วยเช่นการออกกำลังกาย ถ้าสองอย่างนี้ไม่ได้ผลจึงทานยา และถ้าทานยาไม่ได้ผลจึงจะใช้การเจาะเลือด
ถ้ามีความจำเป็นที่ต้องใช้การบำบัดที่รุนแรงในขั้นเจาะเลือด ในกรณีที่คนไข้อยู่ในครอบครัวที่มีผู้เป็นหมอ หมอนั้นจะไม่มีสิทธิในการรักษา จะต้องไปหาหมอที่อยู่คนละครอบครัวกัน เพราะพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่าถ้าให้หมอในครอบครัวเป็นผู้รักษาจะไม่ได้ผล
2. การแพทย์ทิเบตมีเรื่องการฝังเข็ม กดจุด หรือเรื่องเกี่ยวกับลมปราณหรือไม่
มีเรื่องการฝังเข็ม ซึ่งจะเน้นใช้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง จะเอาเข็มยาวๆไปทำให้ร้อนแล้วปักไว้กลางกระหม่อม จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยมาก ถ้าปักลงไปแล้วมีเลือดออกมาเล็กน้อยแปลว่าการรักษานั้นได้ผล ถ้าเลือดไม่ออกมาเลยถือว่าไม่ดี เมื่อฝังเข็มไปแล้วจะห้ามดื่มน้ำเย็นเป็นเวลาสิบวัน
3. ทิเบตเชื่อว่าโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นชาตินี้ผลมาจากเรื่องกรรมหรือไม่
โรคทั้งหมดเกี่ยวโยงไปกับเรื่องของกรรมเก่าทั้งสิ้น ถ้าชีวิตในชาตินี้เกิดอาการเจ็บป่วยมากแสดงว่ากรรมเก่ามีมาก คุณหมอเน้นว่าการปล่อยชีวิตสัตว์จะช่วยได้ เพราะโรคหลายโรคเกิดจากการที่เราได้เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาก่อน เป็นผลกรรมที่สืบเนื่องมาในชาตินี้ ดังนั้นจะเห็นว่าการแพทย์ทิเบตจะให้การรักษา ให้ยา และสอนเรื่องการปฏิบัติธรรมควบคู่ไปด้วย
4. การแพทย์ทิเบตมองว่ามะเร็งเกิดจากอะไร
โรคมะเร็งเกิดจากความผิดปกติของธาตุในร่างกายอย่างหนึ่งผสมกับเรื่องของอาหารและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องสารพิษ ถ้าอาหารและสิ่งแวดล้อมสะอาดจะไม่มีมะเร็งการมีธาตุลมมากผิดปกติก่อให้เกิดโรงมะเร็ง ซึ่งคนมีธาตุลมมากเกินพอดีจะขี้โมโห เครียด เมื่อเกิดอาการเครียดทำให้ลมไปกักอยู่ตรงจุดต่างๆของร่างกาย ทำให้ธาตุเกิดการเสียสมดุลและเกิดการเป็นมะเร็ง
5. ตัวเราเองจะดูแลตัวเองได้อย่างไร
หัวใจของการดูแลตัวเองข้อที่หนึ่งคือ ไหว้พระ ถวายเครื่องบูชาแด่พระพุทธเจ้า หมั่นสร้างกุศล ข้อที่สองระวังเรื่องการรับประทานอาหารซึ่งต้องทานให้เหมาะสมกับธาตุของแต่ละบุคคล ข้อสามอยู่ในที่ที่อากาศโปร่งสบาย ทำพฤติกรรมที่ไม่หนักจนเกินไป เช่นไม่ทำงานหนักเกิน และข้อสุดท้ายทำใจให้สบายอยู่ตลอดเวลา
6. เนื่องจากคุณหมอมาจากเมืองหนาว เมื่อมาเมืองไทยซึ่งเป็นเมืองร้อน รู้สึกอย่างไรกับอาหารไทยที่มีลักษณะเผ็ดร้อน
คนไทยชอบทานอาหารรสเผ็ดไม่ใช่สิ่งที่ผิด เพราะเนื่องด้วยเมืองไทยเป็นเมืองที่อยู่ต่ำติดดิน การทานเผ็ดจึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับภูมิประเทศ แต่ถ้าเรานำพฤติกรรมการทานรสเผ็ดไปใช้เมื่ออยู่เมืองหนาวจะไม่ดี ดังนั้นการรับประทานอาหารจะต้องเลือกให้เหมาะกับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ ของถิ่นที่อยู่ด้วย
7. ปัจจุบันการแพทย์หลายสายเน้นเรื่องการล้างพิษ การแพทย์ทิเบตมีหรือไม่
มีการล้างพิษด้วยการให้ทานยาที่ต้องเอาไปต้ม เนื่องจากบางคนทานอาหารที่ไม่ถูกกับธาตุเข้าไปจำนวนมาก เมื่อเกิดโรคภัยไข้เจ็บที่ต้องทานยาก็จะต้องทานยาล้างพิษในร่างกายก่อนเป็น เวลาเจ็ดวัน หลังจากนั้นจึงค่อยเริ่มทานยาที่รักษาโรคโดยตรง
นอกจากนี้ในการปฏิบัติแบบทิเบตมีพิธีที่เรียกว่า “ญุงเน” (Nyungne) เป็นพิธีบูชาพระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ มีการสวดคาถาแห่งความเมตตากรุณา เช่น “โอม มณี เปเม ฮุง” เป็นล้านจบภายในเวลาสองสามวัน ไม่ทานข้าวเป็นเวลาสองวัน ซึ่งการไม่ทานข้าวนี้ก็เป็นการล้างพิษเช่นกัน แต่เป็นการล้างพิษกิเลส ซึ่งเป็นพิษที่อยู่ลึกลงไปมากกว่าการล้างพิษในลำไส้แบบปกติ เราไม่ทานข้าวและสวดคาถาแห่งความรักความกรุณาเพื่อสัตว์ทั้งหลายไปด้วย ซึ่งเป็นการล้างพิษอย่างหนึ่งของชาวทิเบต