การปฏิบัติในสายยุงตรุงเพิน (Yungdrung Bon) และญิงมาปะ (Nyingmapa) แบ่งเป็น 3 แบบคือ แบบพระสูตร (Sutra) ตันตระ (Tantra) และซกเช็น (Dzogchen)
แบบพระสูตรเน้นการสะสมบุญบารมี ค่อยๆปฏิบัติธรรมจนกว่าจะเข้าถึงพระนิพพาน หัวใจหลักของสายนี้การสละโลก (renunciation path)
แบบตันตระและซกเช็นจะเน้นการเข้าถึงโดยฉับพลัน โดยตันตระ เป็นการปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้าจากภายใน เน้นการเปลี่ยนสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ให้บริสุทธิ์ เปลี่ยนโลก (transformation path) และซกเช็นเป็นการปฏิบัติที่เข้าถึงภาวะจิตกระจ่างโดยตรง เป็นวิถีแบบการปล่อยให้ทุกอย่างสลายไปด้วยตัวเอง (self libaration path)
ในสายซกเช็น ปัจจัยสำคัญในการตรัสรู้ธรรม ได้แก่
1. การได้รับพรจากครู ปราศจากครูโอกาสที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้มีน้อยมาก
ข้อนี้เป็นเรื่องแรกที่จะต้องทำความเข้าใจว่า พรของพระพุทธเจ้า พระมหาโพธิสัตว์ ครู มีอยู่จริง แม้ว่าเราจะมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เหมือนลมที่มีอยู่หนทุกแห่งแต่เราไม่สามารถจับต้องได้
2. บุญบารมีที่สั่งสมมาในอดีตชาติจนถึงปัจจุบัน
3. การเข้าถึงภาวะดั้งเดิมของจิตตนเอง โดยไม่มีการปรุงแต่ง
เรียบเรียงจากคำสอนของกุนเทรอ เมินเกียล ลาเซ ริมโปเช
Categories: Krisadawan's Talks
Tagged: Dzogchen, Paths of enlightenment, Tibetan Buddhism
ประเภทของบาร์โด
“บาร์โดแห่งการเกิดที่เป็นธรรมชาติ” หรือ “บาร์โดแห่งการดำรงชีวิตอยู่” เริ่มตั้งแต่ตอนที่เราเกิดมาจนก่อนที่เรากำลังจะตาย ในขณะนี้พวกเราอยู่ในบาร์โดนี้ นี่คือโอกาสในการเตรียมตัวตาย เพื่อไม่ให้เรามีทุกข์ในบาร์โดที่เหลือ
เมื่อตาย เมื่อมีโรคที่ไม่สามารถรักษาได้ ขณะที่ป่วยหนักใกล้ตายไปจนถึงลมหายใจเฮือกสุดท้ายหมดลง เรียกว่า “บาร์โดแห่งขณะกำลังจะตาย” หรือ “บาร์โดแห่งธรรมกาย” จิตของผู้ตายจะประสบกับสภาวะแสงกระจ่างในบาร์โดนี้ ถ้าตระหนักรู้ก็เข้าถึงการหลุดพ้นได้
เมื่อตายไปแล้ว ผู้ตายซึ่งตอนนี้เหลือเพียงพลังจิตจะประสบกับนิมิตหลากหลาย ช่วงเวลาแห่งนิมิตนี้เป็นช่วงที่เรียกว่า “บาร์โดแห่งความเป็นธรรมดา” เพราะสิ่งที่ปรากฏให้เห็นนั้นจริงๆแล้วเป็นเพียงความเป็นธรรมดา เป็นสภาวะที่แท้จริงของจิต บาร์โดนี้ยังเรียกว่า “บาร์โดแห่งสัมโภคกาย” เนื่องจากนิมิตต่างๆที่ประสบเป็นส่วนหนึ่งของสัมโภคกายของพระพุทธเจ้า
และบาร์โดสุดท้ายก่อนไปเกิดใหม่คือ “บาร์โดแห่งการก่อกำเนิดในชีวิตใหม่” จะไปเกิดอย่างไร จะมีสัญญาณต่างๆเกิดขึ้นในช่วงนี้ บาร์โดนี้เรียกอีกอย่างว่า “บาร์โดแห่งนิรมาณกายของพระพุทธเจ้า”
โดยปกติ มี 4 บาร์โดเช่นนี้ แต่เราสามารถแบ่งย่อยได้อีก 2 บาร์โดซึ่งอยู่ภายในบาร์โดแห่งการดำรงชีวิตอยู่ ได้แก่ “บาร์โดแห่งสมาธิ” เป็นช่วงเวลาที่จิตอยู่ในสภาวะที่เป็นสมาธิ และตอนกลางคืนเวลาเรานอนแล้วฝัน เรียกว่า “บาร์โดแห่งความฝัน”
โดยสรุป : บาร์โดที่เกี่ยวข้องกับคัมภีร์บาร์โด เทอเตรอ คือ
1. บาร์โดแห่งขณะกำลังตาย (บาร์โดแห่งธรรมกาย)
2. บาร์โดแห่งความเป็นธรรมดา (บาร์โดแห่งสัมโภคกาย)
3. บาร์โดแห่งการก่อกำเนิดในชีวิตใหม่ (บาร์โดแห่งนิรมาณกาย)
Categories: Krisadawan's Talks
Tagged: Bardo, Death & Dying, Tibetan Buddhism
ความหมายของ “บาร์โด”
คำว่า บาร์โด (bardo) แปลว่าช่องว่าง หรือระยะระหว่างสิ่งสองสิ่ง หรือช่วงระหว่างการเริ่มต้นของบางอย่างและการสิ้นสุดของบางอย่าง โดยปกติหมายถึงช่วงเวลาระหว่างการตายกับการเกิดใหม่ เป็นช่วงเวลายาวนาน 49 วันซึ่งในระหว่างนี้ผู้ตายหรือทีี่เรียกว่า สัมภเวสี (bardo beings) จะมีนิมิตต่างๆอันเป็นปรากฏการณ์ของจิต
คำว่านิมิตไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเห็นสิ่งใดส่ิงหนึ่ง แต่พวกเขามีความรู้สึกว่าพวกเขาเป็นสิ่งนั้นหรือรับรู้สิ่งนั้น ตัวอย่างเช่น เมื่อประสบนิมิตเทพปางพิโรธ พวกเขาจะรู้สึกว่าสิ่งที่ประสบเป็นความจริง จะเกิดความกลัวอย่างยิ่งใหญ่ แต่จริงๆแล้วสิ่งที่ประสบคือประสบการณ์ของจิตของพวกเขานั่นเอง ในระหว่างที่อยู่บาร์โด พวกเขาจะเกิดความกลัว ความเศร้าโศกเสียใจ ความทุกข์ทรมานอย่างที่สุดที่สูญเสียร่างกาย ความไม่แน่ใจด้วยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป จะไปที่ใด
จริงๆแล้ว ประสบการณ์ที่สัมภเวสีประสบไม่ได้ต่างไปจากที่มนุษย์ประสบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หลายครั้งเราไม่รู้ว่าจะทำอย่าไรดี เราเกิดความสับสนหวาดหวั่น เกิดความเจ็บปวดรวดร้าว ด้วยเหตุนี้ การทำความเข้าใจเรื่องบาร์โดจึงไม่เพียงแต่เป็นการเตรียมตัวตายเท่านั้นแต่ยังให้ข้อคิดสำคัญสำหรับการดำรงชีวิตอยู่อีกด้วย ข้อคิดที่สำคัญอีกข้อคือความไม่จีรังของทุกสิ่ง การที่เราเกิดมาเป็นเพียงวงจรของบาร์โด เราจากบาร์โดหนึ่งไปสู่อีกบาร์โดหนึ่ง จะเป็นอยู่เช่นนี้จนกว่าเราจะได้หลุดพ้น
แม้ว่าความตายจะดูน่ากลัวและบาร์โดเป็นสิ่งที่เราไม่พึงปรารถนา แต่บาร์โดยังให้โอกาสในการหลุดพ้น ด้วยเหตุนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมของทิเบตจึงไม่มีความกลัวตาย ถ้าได้ปฏิบัติธรรมมาเป็นอย่างดี บาร์โดคือที่ๆที่นำไปสู่การตรัสรู้ได้
Categories: Krisadawan's Talks
Tagged: Bardo, Death & Dying, Tibetan Buddhism
คัมภีร์มรณศาสตร์
ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา มีหนังสือหลายเล่มที่แปลเรื่องมรณสติและการปฏิบัติเกี่ยวกับการตายตามประเพณีพุทธศาสนาวัชรยานของทิเบต ประเด็นหลักของหนังสือเหล่านี้คือคัมภีร์ที่พระลามะทิเบตมักสวดให้ผู้ป่วยใกล้ตายหรือผู้ตายที่เรียกกันว่า “คัมภีร์มรณศาสตร์แห่งทิเบต” ตรงกับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “ The Tibetan Book of the Dead”
เชอเกียม ทรุงปะ ริมโปเช ได้อธิบายในอรรถาธิบายของหนังสือของท่านว่า การเรียกคัมภีร์ของทิเบตเช่นนี้โดยดูแบบอย่างจากคัมภีร์มรณศาสตร์ของอียิปต์ดูเหมือนจะละเลยประเด็นสำคัญที่ว่า “การตาย” ไม่ได้แยกจาก “การเป็น” การตายไม่ใช่การใช้ชีวิตในโลกลี้ลับ ตรงกันข้าม การตายมีความสัมพันธ์กับการดำรงชีวิตอยู่ ด้วยเหตุนี้ ที่เรียกว่า คัมภีร์มรณศาสตร์ ก็สามารถเรียกใหม่ได้เช่นกันว่า “คัมภีร์ชาตศาสตร์แห่งทิเบต” (The Tibetan Book of Birth)
จริงๆแล้ว สำหรับทรุงปะ ริมโปเชคัมภีร์ดังกล่าวเป็นคัมภีร์เกี่ยวกับจักรวาลเพราะจักรวาลประกอบด้วยทั้งการเกิดและการตาย จักรวาลคือที่ๆเราดำรงชีวิตอยู่ หายใจและกระทำสิ่งต่างๆ รวมทั้งที่ๆเราท่องไปแม้เมื่อตายไปแล้ว
คำว่า จักรวาล นี่แหละที่เป็นแก่นแท้ของวัชรยาน เพราะการปฏิบัติธรรมตามครรลองของวัชรยานคือการมองสิ่งแวดล้อมทั้งหลายว่าเอื้อต่อการปฏิบัติธรรมทั้งสิ้น
คัมภีร์ดังกล่าวมีชื่อเป็นภาษาทิเบตว่า “บาร์โด เทอเตรอ” (Bardo thotrol) เป็นคำสอนหนึ่งในหกประเภทที่นำไปสู่การหลุดพ้น ประเภทของการหลุดพ้นทั้งหกได้แก่ การหลุดพ้นด้วยการได้ยิน การหลุดพ้นด้วยการสวมใส่ การหลุดพ้นด้วยการมองเห็น การหลุดพ้นด้วยการจำได้ การหลุดพ้นด้วยการชิมรส และการหลุดพ้นด้วยการสัมผัส
Categories: Krisadawan's Talks
Tagged: Bardo, Death & Dying, Tibetan Buddhism
ที่ระลึกจากการบรรยายเรื่องความตายและการตายในพระพุทธศาสนาวัชรยาน (พุทธทิเบต) แก่นิสิตสาวิกาสิกขาลัย เสถียรธรรมสถาน วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2553
ความเข้าใจเบื้องต้น
พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายซึ่งมีศักยภาพในการฟังและปฏิบัติธรรมแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้ จึงทรงแสดงธรรมหลายประเภทซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นยาน 3 ยาน ได้แก่ เถรวาท มหายาน และวัชรยาน (มหายานที่เน้นผล ซึ่งเน้นให้บรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเร็ว) ยานหลังนี้เรารู้จักกันในนามของ วัชรยาน ในวัชรยานนี้เองที่มีการพูดถึงคัมภีร์หนึ่งที่รู้จักกันว่าคัมภีร์มรณศาสตร์และแนวคิดเรื่องบาร์โด
การเตรียมจิตก่อนการศึกษาเรื่องความตาย
จิตเดิมแท้ของเรามีความบริสุทธิ์ กระจ่าง ปราศจากการปรุงแต่ง ปราศจากอวิชชา แต่ในภพชาตินับจำนวนไม่ถ้วนที่เราได้ถือกำเนิดมาในกาลเวลาที่ฝ่ายทิเบตเรียกว่า ไม่มีจุดเริ่มต้น จิตของเรามัวหมองด้วยกิเลส มีความเป็นทวิลักษณ์ ด้วยเหตุนี้ เราจึงทำกรรมต่างๆ เรารักผู้อื่นบ้าง เกลียดผู้อื่นบ้าง เราตัดสินคุณค่าของเขาอยู่ตลอดเวลา ตกเป็นทาสของกิเลสซึ่งเป็นพิษในใจแห่งโลภะ โทสะ โมหะ ริษยา และเย่อหยิ่ง กิเลสต่างๆ เหล่านี้เป็นตัวขับเคลืื่อนให้เราประกอบอกุศลกรรมมากมาย
เมื่อทำกรรม เราก็ได้รับผลของกรรมนั้น ไม่มีกรรมใด ที่ไม่ก่อผล ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเราและสัตว์โลกทั้งหลายล้วนเป็นผลของกรรมทั้งสิ้น การดำรงอยู่ของกรรมและผลของกรรมนี้เรียกว่า “สังสารวัฏ” ที่ทำให้เราตายแล้วเกิดไม่จบสิ้น
Categories: Krisadawan's Talks
Tagged: Death & Dying, Tibetan Buddhism
ปั้นดิน เรียนรู้ใจ
http://www.facebook.com/note.php?created&&suggest¬e_id=289373954094#!/notes/krisadawan-hongladarom/pn-din-reiyn-ru-ci/289373954094
Categories: Khadiravana Center
Tagged: Tibetan earth house, volunteer work


รักษ์ธรรม รังสรรค์บ้านดิน ครั้งที่ 6
Building a Tibetan earth house in Thailand is a challenge. Through six weeks of hardship, we learned to appreciate each other. We learned the true meaning of giving. We transformed ourselves just like mud that made the house. 
Childhood memory as a young scout helped Bo think of what to do next.


Each step of work is learning. The house construction is rooted in both Tibetan wisdom and Thai experience.



\It’s not easy to protect a Tibetan roof in the Thai climate.


Trying hard to make the walls strong by experimental hammering

Finally, there’s a fun part
and relaxing time.
Our cook Phi Ah inspects the work.
Mud ingredients with several bags of cow dung
What we have achieved so far.


Volunteer builders will return to resume the work this weekend.
Categories: Khadiravana Center · Uncategorized
Tagged: Tibetan earth house