Diaries

Content of Diaries (in Thai)

Ch.1 Tara Diary

Krisadawan’s life and devotion to Tara

Ch.2 Pandara Diary

History and background of the Thousand Stars Foundation and Khadiravana Center

Ch.3 Stupa Diary

Background and inspiration in building the Shanti Tara Maha Stupa

ไดอารี่ตารา

หน้าแรกของการเดินทาง

Homage to you whose face is like one hundred autumn moons combined blazing with radiant lights of a thousand stars.

ขอนอบน้อมแด่พระองค์ พระพักตร์ดุจจันทรสารทหนึ่งร้อยดวงรวมกัน

ส่องสว่างด้วยแสงสุกใสของดวงดาราหนึ่งพันดวง

ชีวิตช่างมีความเป็นน่าอัศจรรย์…ฉันรู้จักเรื่องราวของพระแม่ตาราในปี 2536 (ปีแรกที่เรียนจบปริญญาเอกและเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เมื่อได้รับภาพทังกาพระแม่ตาราเขียว (ขทิรวนีตารา) จากเนปาล

ก่อนหน้านั้นฉันไปเรียนภาษาทิเบตและทำวิจัยที่กาฎมัณฑุ ก่อนจะกลับบ้านได้ขอให้เพื่อนทิเบตช่วยหาช่างวาดทังการูปพระพุทธเจ้าศากยมุนี ให้หนึ่งผืน

หนึ่งปีผ่านไป เพื่อนส่งทังกามาให้แต่แทนที่จะเป็นรูปพระพุทธเจ้าศากยมุนีกลับเป็นรูปพระแม่ตารา ความรู้สึกในตอนนั้นทั้งดีใจและประหลาดใจ เมื่อโทรศัพท์ถามเพื่อนว่าทำไมถึงกลายเป็นรูปพระแม่ตารา เขาบอกว่าพระภิกษุรูปหนึ่งเป็นผู้วาดทังกานี้ ก่อนวาด ท่านนั่งสมาธินึกถึงคนที่ขอให้วาด เกิดความรู้สึกว่าควรจะวาดรูปพระแม่ตาราเขียวให้

หลังจากนั้น ก็ได้บูชาพระองค์มาตลอดด้วยการถวายน้ำ 7 ใบและสวดตารามนตราเป็นประจำ

ภาพทังกานี้มีข้อความภาษาทิเบตใต้ภาพว่า “พระแม่ตาราแห่งป่าขทิระกำเนิดจากอักขระ “ตัม” สีเขียว” ปัจจุบันฉันนำภาพนี้ไปบูชาที่ขทิรวัน เป็นการนำทังกาตาราไปสู่สถานที่ที่เหมาะสมที่สุด คือ ป่าขทิระดุจดังพระนามของพระองค์ ตาราแห่งป่าขทิระ

ในปี 2543-4 ฉันได้รับทุนจากมูลนิธิการศึกษาเอเซียไปทำวิจัยภาษาทิเบตตะวันออกในทิเบต ทุนนั้นทำให้ได้พบครูบาอาจารย์หลายท่าน ครูคนหนึ่งคือท่านกุงกา ซังโป ริมโปเช ท่านทำพิธีมนตราภิเษกและมอบคำสอนตาราให้

ปี 2545 กุงกา ซังโป ริมโปเชเดินทางมาเรียนภาษาอังกฤษที่เมืองไทย ท่านมอบทังกาพระแม่ตาราขาว (จินดามณีจักรตารา) ให้ ฉันได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีให้ตามเสด็จไปทิเบต

เมื่อกลับมาฉันต้องเข้ารับการผ่าตัด ในระหว่างพักฟื้นได้บูชาพระแม่ตาราขาว เมื่อหายแล้ว มีโอกาสไปทำวิจัยที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด โดยการสนับสนุนของมูลนิธิการศึกษาเอเซีย ระหว่างอยู่ที่นั่น ได้สวดบทสรรเสริญพระแม่ตารา 21 องค์อยู่ตลอดเวลา

ปี 2549 กุงกา ซังโป ริมโปเชพาฉันไปกราบสมเด็จสาเกีย โกงมา ริมโปเช (ประมุขของนิกายสาเกียปะ) และจัมยัง ตักโมลา ผู้เป็นภริยาของท่าน พระอาจารย์ทั้งสองให้พรแก่การสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมพระแม่ตาราในเมืองไทย ตักโมลาได้มอบคำสอนพระแม่ตาราขาวให้

เมื่อสวดบูชาพระแม่ตาราไปมากๆ จิตใจก็เปลี่ยนแปลงจากที่เคยเย่อหยิ่ง ก็อ่อนน้อมและอ่อนโยนขึ้น จากความเป็นคนขี้โมโห ก็กลายเป็นคนใจเย็นขึ้น จากที่เคยใฝ่ฝันจะทำอะไรยิ่งใหญ่ให้แก่ตนเอง กลายเป็นการตั้งจิตที่จะทำประโยชน์ให้แก่เพื่อนมนุษย์

11 ปีหลังจากที่ได้รับภาพทังกาผืนนั้น ฉันตั้งมูลนิธิพันดาราเพื่อบูชาพระแม่ตารา พระโพธิสัตว์และพระพุทธเจ้าสตรี ผู้เป็น “มารดา” ของพระชินเจ้าทั้งหลาย และผู้เป็นแม่ของสัตว์โลก

12 ปี หลังจากนั้น ได้เดินทางไปไหว้พระที่วิหารตาราที่เมืองเต็นมา ตั้งสัตย์ปฏิญาณต่อเบื้องพระพักตร์ของ “พระแม่ตาราตรัสได้” (Speaking Tara) จะติดตามพระองค์ไปทุกภพทุกชาติเพื่อรับใช้การงานของพระองค์ หนึ่งวันหลังจากนั้นได้พบฑากินีปัลเดน เชอโซและสามเณรีที่ฑากินีอาศรม ทิเบตตะวันออก ได้ปฏิบัติบูชาพระแม่ตาราขาวที่นั่น ตั้งปณิธานที่จะช่วยผู้หญิงปฏิบัติธรรมในเขตยากไร้ งานแรกที่ได้ทำคือช่วยท่านฑากินีสร้าง “ซังตก ปารี” วิหารพระคุรุปัทมสัมภวะ

ในปีเดียวกันได้พบครูหลักอีกท่านหนึ่งในชีวิต กุนเทรอ เมินเกียล ลาเซ ริมโปเช พระอาจารย์ผู้มีจิตไม่แบ่งแยกจากพระคุรุปัทมสัมภวะ ท่านเป็นครูซกเช็น ท่านสอนให้ละอัตตา ให้ดำรงชีวิตเพื่อผู้อื่น ให้สั่งสมบุญที่เป็นมหากุศลเพื่อให้เข้าถึงการตรัสรู้ ท่านคือที่มาของโครงการมหาสถูปเพื่อสันติภาพ คุณพ่อของท่าน ฮุงเชน โตรตรู ลิงปะ พระอาจารย์ผู้เป็นเตรเตินมีเตรมา (ธรรมสมบัติแอบซ่อน) พระแม่ตาราเขียว ริมโปเชตั้งความหวังที่จะให้ฉันหล่อพระแม่ตารา 1000 องค์ในอนาคตเพื่อฉลองพระแม่ตาราศักดิ์สิทธิ์และพิเศษองค์นี้

ท่านลาเซ ริมโปเชได้มอบรูปหล่อพระแม่ขทิรวนีตาราให้ในคราวที่ท่านเดินทางมาเมืองไทยเป็นครั้งแรกปลายปี 2549 นอกจากท่านจะบรรจุสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมายใต้ฐานพระแม่ตาราองค์นี้ ท่านยังเย็บผ้าสีเหลืองแดงเป็นอาภรณ์ประจำพระองค์อีกด้วย

13 ปี หลังจากนั้น ฉันตัดสินใจสร้างศูนย์ขทิรวัน ซึ่งมีชื่อเต็มว่า “ภัทรกัลป์ตาราขทิรวัน” ป่าขทิระแห่งตาราในกัลป์อันประเสริฐ ที่บ้านเกิด หัวหิน ด้วยความปรารถนาจะให้ผู้คนไปหัวหินไม่ใช่เพื่อไปเสพสุขกินอาหารทะเล แต่ไปปฏิบัติธรรมอยู่จำศีลภาวนา

14 ปี หลังจากนั้น ฉันไปเดินกราบในทิเบตเยี่ยงโยคินี เริ่มต้นที่วิหารตาราในเมืองเนทัง และสิ้นสุดที่วัดซัมเย่

2 เดือนหลังจากนั้น ฉันลาออกจากราชการ ตั้งปณิธานนำความรู้ทางโลกมาช่วยงานทางธรรม

ปี 2552 ฉันไปจาริกแสวงบุญที่เขาไกรลาศ พระสถูปธรรมชาติบนโลกมนุษย์และศูนย์กลางแห่งจิตวิญญาณที่สืบสานมาไม่ขาดสายตั้งแต่อดีต

ทุกวันนี้ ฉันเปลี่ยนวิถีดำรงชีวิตมาเป็นผู้อยู่อย่างเรียบง่ายและพอเพียง โดยมีการงานของขทิรวัน เป็นแรงขับเคลื่อนให้ออกไปสู่ผู้คน เพื่อให้พวกเขาได้สั่งสมบุญบารมี ให้ได้รู้จักธรรมะของพระแม่ตาราที่เน้นความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข และเพื่อให้พวกเขาได้เข้าถึงจิตกระจ่างที่อยู่ภายในตัวพวกเขาเอง…

*********************

ไดอารี่พันดารา

หน้าสองของการเดินทาง

กว่าจะมาเป็น “มูลนิธิพันดารา” และ “ศูนย์ขทิรวัน”

มูลนิธิพันดาราริเริ่มจากการสนทนาระหว่างพระอาจารย์ กุงกา ซังโบ ริมโปเช และดร.กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ ณ สถานปฏิบัติธรรมของกุงกา ซังโบ ริมโปเช กรุงปักกิ่ง ในเดือนเมษายน ๒๕๔๖ ทั้งคู่มีความเห็นตรงกันถึงความจำเป็นของการตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรในการหา ทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนทิเบตโดยเฉพาะในเขตชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือของแคว้น คาม ทิเบตตะวันออก

ในขั้นต้น กุงกา ซังโบ ริมโปเชตั้งชื่อมูลนิธิว่า “เซเช็น” หมายถึง “ความเมตตาปรานีอันยิ่งใหญ่” ในขณะนั้นริมโปเชกำลังดำเนินโครงการสำคัญในชีวิตของท่าน คือการซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างวัดตาเวเออ หรือวัดแสงจันทร์ ที่ภูเขารีโวซางา (หวู่ไท่ซาน) เชื่อกันว่าภูเขาลูกนี้เป็นที่ประทับของพระมัญชุศรี

ช่างศิลป์ชาวทิเบตผู้หนึ่งที่ปักกิ่งออกแบบโลโก้ของ มูลนิธิให้ โดยดร.กฤษดาวรรณ ขอให้มีอักขระซึ่งเป็นพีชพยางค์ประจำองค์พระแม่ตารา ผู้ทรงเป็นยีตัม (อิษฏเทวตา) พระพุทธเจ้าที่บูชาเป็นหลักในชีวิตจนกว่าจะถึงการตรัสรู้

ด้วยคำแนะนำของกุงกา ซังโบ ริมโปเช ช่างศิลป์ผู้นั้นจึงออกแบบโลโก้ให้มีอักขระตัมสีขาวอยู่ตรงกลางในวงกลมเล็ก สีแดงซึ่งอยู่ในวงกลมใหญ่สีเหลือง วงกลมสีแดงแทนดวงอาทิตย์ วงกลมสีเหลืองแทนดวงจันทร์ วงกลมทั้งสองวงอยู่ในวงเดียวกันอันหมายถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของโลก การไม่แบ่งแยกจากธรรมชาติและการตระหนักถึงธรรมธาตุ สีขาวหมายถึงพระแม่ตาราขาว ปางสำคัญของพระแม่ตารายี่สิบเอ็ดองค์

หลังจากเดินทางกลับมาเมืองไทย ดร.กฤษดาวรรณ มีความรู้สึกว่าชื่อเซเช็นยังไม่ใช่ชื่อของมูลนิธิ จึงมีความปรารถนาจะตั้งชื่อใหม่ วันหนึ่งขณะกำลังสนทนากับดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ เกี่ยวกับชื่อมูลนิธิระหว่างการเดินทางมาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พลันได้คิดว่าในบทสรรเสริญพระแม่ตารายี่สิบเอ็ดองค์ บทหนึ่งมีข้อความว่า

ข้าพเจ้าขอกราบนมัสการแด่พระองค์

พระพักตร์ดุจดังจันทรศารทหนึ่งร้อยดวงรวมกัน

ส่องสว่างด้วยแสงสุกใส

ของดวงดาราหนึ่งพันดวง

จึงคิดว่าชื่อของมูลนิธิน่าจะมาจากบทสรรเสริญบทนี้โดยเฉพาะในสอง วรรคสุดท้ายที่มีความหมายว่า แสงของดวงดาราหนึ่งพันดวง ได้นำความนี้ไปปรึกษารศ. ดร. สุจิตรา จงสถิตวัฒนา ภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ ด้วยคำแนะนำของดร.สุจิตรา จึงตกลงว่าจะตั้งชื่อมูลนิธิว่า “พันดาราภา”

ดร.กฤษดาวรรณ ดร.โสรัจจ์และเพื่อนชาวทิเบต เท็นซิน รับเกียล ได้พบท่านโลดีที่บ้านของอาจารย์สุลักษณ์ได้เรียนให้ท่านทราบว่าจะก่อตั้ง มูลนิธิพันดาราภาหรือชื่อภาษาอังกฤษว่า “Thousand Stars Light”

ท่านแนะนำให้เอาคำว่า light ออก ท่านถามว่าทำไมถึงตั้งชื่อนี้ เมื่อบอกว่ามาจากบทสรรเสริญพระแม่ตารา ท่านแสดงความปีติยินดี ท่านบอกว่าท่านก็บูชาพระแม่ตาราเป็นยีตัมเช่นกัน

เมื่อถามว่าชื่อภาษาทิเบตจะเป็นอะไร ได้บอกท่านว่าจะใช้ชื่อ “ตงการ์ ซกปา”

ตง แปลว่า หนึ่งพัน

การ์ มาจากคำว่า การ์มา แปลว่าดวงดาว

ซกปา แปลว่า กลุ่ม ซึ่งในที่นี้หมายถึงมูลนิธิ

ท่านให้ความเห็นว่าชื่อ ตงการ์ ดูจะแปลกกว่า คำภาษาทิเบตทั่วไปเพราะเอาคำขยายมาไว้หน้าคำหลัก ท่านบอกว่าจะนำความไปปรึกษาลามะผู้ใหญ่ของทิเบตและจะติดต่อกลับมา ในขณะที่ถ่ายรูปหมู่ ท่านได้สวดมนตร์ให้มูลนิธิพันดารามีความเจริญรุ่งเรือง

ในเดือนตุลาคม ๒๕๔๗ ในขณะที่ดร.กฤษดาวรรณ กำลังทำวิจัยภาคสนาม ณ เมืองต้าเซโด (คังดิง) ในแคว้นคาม ได้รับสารจากท่านโลดีแจ้งข่าวดีให้ทราบว่าได้ปรึกษาเรื่องชื่อมูลนิธิกับพระ อาจารย์สำคัญของทิเบต ท่านชื่นชมชื่อ “ตงการ์” เพราะนอกจากจะหมายถึง “ดวงดาวหนึ่งพันดวง” ยังหมายถึง “ดวงดาวแห่งศูนยตา” ด้วย

เมษายน ๒๕๔๗ ดร.กฤษดาวรรณกับเยินเต็น ผู้ช่วยชาวทิเบตเดินทางไปจาริกแสวงบุญที่เมืองเตนมา ทางเหนือของแคว้นคาม เพื่อกราบสักการะวิหารพระแม่ตารา ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระรูปเตรมาโบราณสามพระองค์ที่เชื่อว่าเป็นพระรูป ศักดิ์สิทธิ์เพราะทรงพูดได้ เรียกว่า Speaking Tara ดร.กฤษดาวรรณ ตั้งจิตอธิษฐานที่จะทำงานพระโพธิสัตว์เยี่ยงพระแม่ตาราและจะขอติดตามพระองค์ ไปทุกภพทุกชาติ

วันรุ่งขึ้น ดร.กฤษดาวรรณกับเยินเต็นเดินทางไปวัดกีลง เขตเก็บกง ทางเหนือของเมืองซาชูคา (เซชู) ห่างจากเมืองเตนมาประมาณ ๓ ชั่วโมง

จากวัดกีลง ดร.กฤษดาวรรณและเยินเต็น ปีนเขาขึ้นไปโดยใช้เวลา ๓๐ นาที ถึงสถานปฏิบัติธรรมของพระฑากินีปัลเดน เชอโซ ซึ่งมีชื่อว่า “สถานปฏิบัติธรรมไพศาลประภัสสร” (เออเซ ลงยิง  ตรุบเต)

หลังจากได้ยินเรื่องการก่อตั้งมูลนิพันดารา พระฑากินีแสดงความเมตตาดร.กฤษดาวรรณเป็นพิเศษ ได้มอบสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นเครื่องแทนกาย วาจา ใจของพระพุทธเจ้า ได้แก่ พระพุทธรูป คัมภีร์เตรมามีบทสาธนะพระแม่ตาราขาวซึ่งเป็นบทที่มีประวัติความเป็นมา เกี่ยวข้องกับพระคุรุปัทมสัมภวะ

ก่อนกลับ ดร.กฤษดาวรรณได้กราบศพพระอาจารย์ลามะลงตก ท่านละสังขารปี ๒๕๔๔ ศพของท่านเก็บรักษาไม่ให้เน่าเปื่อยโดยทำเป็น กุมาร์ตง ร่างสีแดงในลักษณะนั่งสมาธิตั้งอยู่ในกระจกสี่เหลี่ยมแก้ว ณ ที่นั้น ดร.กฤษดาวรรณได้ตั้งจิตอธิษฐานที่จะช่วยพระฑากินีปัลเดน เชอโซ ในการดูแลฑากินีอาศรม

พฤษภาคม ๒๕๔๗ ดร.กฤษดาวรรณเดินทางกลับไปทำวิจัยภาคสนามในทิเบตอีก จึงได้เดินทางกลับไปยังฑากินีอาศรมอีกครั้ง ในวันเดินทางกลับ พระฑากินีได้มอบบทสาธนะพระแม่ตาราขาวให้อย่างเป็นทางการ ในขณะเดียวกัน ดร.กฤษดาวรรณได้ทราบว่าพระฑากินีมีความประสงค์จะสร้างวิหารซังตกปารีเพื่อ เป็นอุโบสถของฑากินีอาศรม

กรกฎาคม ๒๕๔๗ ดร.กฤษดาวรณและดร.โสรัจจ์เชิญ คุณพฤหัส มีเสน ทนายความสำนักเนติวิริยะบัณฑิตและทนายประจำตระกูลหงศ์ลดารมภ์มาพบที่บ้าน เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งมูลนิธิ คุณพฤหัสเป็นทนายความที่ทำงานกับศาสตราจารย์ นพ. ทองจันทร์ หงศ์ลดารมภ์ คุณพ่อของ ดร.โสรัจจ์มาเป็นเวลากว่า ๒0 ปี ได้รับความไว้วางใจจากท่านมาก

เมื่อคุณพฤหัสทราบว่าจะตั้งมูลนิธิเพื่อพระพุทธ ศาสนา ก็เกิดศรัทธาแม้ว่าจะไม่คุ้นเคยกับสายการปฏิบัติแบบทิเบต คุณพฤหัสอาสาจะช่วยทำงานมูลนิธิในฐานะกรรมการเลขานุการ และแจ้งว่ามีกรรมการเพียงสามคนก็สามารถจะตั้งมูลนิธิได้ ดร.กฤษดาวรรณและดร.โสรัจจ์ได้เชิญคุณพฤหัสขึ้นไปสวดมนตร์ด้วยกันที่ห้องพระ

ห้องพระนี้ต่อมาพระฑากินีปัลเดน เชอโซและเยินเต็นร่วมกันตั้งชื่อว่า “วิหารตาราเกซัง” คำว่า “เกซัง” ย่อมาจาก “เกซัง ตาวา” ชื่อภาษาทิเบตของดร.กฤษดาวรรณ แปลว่า ดวงจันทร์นำโชค หรือดวงจันทร์ในเวลาอันประเสริฐ คำว่าเวลาอันประเสริฐนี้หากใช้ในคัมภีร์พุทธศาสนาจะหมายถึง กัลป์อันประเสริฐ หรือภัทรกัลป์

ดร.โสรัจจ์แจ้งให้ศาสตราจารย์ นพ.ทองจันทร์ทราบถึงความคิดที่จะตั้งมูลนิธิพันดารา ท่านเห็นดีด้วยและได้บริจาคเงินทุนก้อนแรกเป็นจำนวน ๒๐,๐๐๐ (สองหมื่น) บาทให้

กันยายน ๒๕๔๗ คุณพฤหัสทำเอกสารมูลนิธิเสร็จ สมบูรณ์รวมทั้งเอกสารแสดงความจำนง      ของดร.กฤษดาวรรณในการบริจาคเงินสองแสนบาทให้มูลนิธิ เป็นการบังเอิญที่เอกสารนี้ลงวันที่ ๒๓ กันยายน ซึ่งเป็นวันครบรอบวันเกิดของ ดร.กฤษดาวรรณ

ตุลาคม ๒๕๔๗ ดร.กฤษดาวรรณกลับไปเยือนฑากินี อาศรมอีกครั้ง และขอให้พระฑากินีทำพิธีมนตราภิเษกพระแม่ตาราขาวให้เพื่อที่จะได้ปฏิบัติ บูชาพระองค์ตามคำสอนในคัมภีร์เตรมาของลามะลงตก

หลังพิธี พระฑากินีมอบบทสวดบูชาพระแม่ตาราขาวที่เป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์สาธนะฉบับย่อ ให้เพื่อจะได้สวดประจำวัน และได้สอนการพินิจใจตามแนวคำสอนซกเช็นให้เป็นครั้งแรก

ธันวาคม ๒๕๔๗ ดร.กฤษดาวรรณนิมนตร์พระฑาก ินีปัลเดน เชอโซมาเมืองไทย ท่านเดินทางมาวันที่ ๒๙ ธันวาคม หลังจากเหตุการณ์สึนามิ ๓ วัน มูลนิธิได้จัดงานสวดมนตร์และทำพิธีโพวาเพื่อส่งวิญญาณของผู้เคราะห์ร้ายไปสุ ขาวดี

การสวดนี้เน้นการเผาอาหารบริสุทธิ์ให้สัมภเวสีและ สวดมนตร์ให้สัมภเวสีได้รับพรจากพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ในครั้งนั้นดร.กฤษดาวรรณมีความตั้งใจจะสวดมนตร์และเผาอาหารให้สัมภเวสีที่ ท่องไปในบาร์โดเป็นนิจ และมีความประสงค์จะฝึกปฏิบัติเพื่อทำความเข้าใจคำสอนบาร์โดนี้และเผยแผ่คำ สอนนี้ในประเทศไทย

มกราคม ๒๕๔๘ มูลนิธิพันดาราจัดพิธีมนตราภิเษกพระแม่ตาราขาวที่วัตรทรงธรรมกัลยาณี ตามคำเชิญของพระธัมมนันทาภิกษุณี โดยมีพระฑากินีเป็นผู้ทำพิธี

กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ มูลนิธิพันดาราได้รับการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการจากเขตเทศบาลเมือง จังหวัดนนทบุรี มีสำนักงานตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ ๑๒๙/๙๐๘ หมู่ ๓ ถนนรัตนาธิเบศร์ ตำบลบางรักน้อย อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี

เมษายน ๒๕๔๘ ดร.กฤษดาวรรณพาพระธัมมนันทา ลูกศิษย์ของท่านและเพื่อนๆ รวมทั้งสิ้น ๑๓ คนไปจาริกแสวงบุญที่กรุงลาซาและเมืองอื่นๆในทิเบตภาคกลาง

การเดินทางครั้งนั้นได้ไปเยือนวัดทันทรุก เมืองเซทัง เพื่อกราบนมัสการพระแม่ตาราขาวที่เชื่อว่าทรงพูดได้ และทังกา (ภาพพระบฏ) พระแม่ตาราเขียวทำด้วยไข่มุกสีขาวซึ่งพระอาจารย์ตมเตินปะ (ศิษย์ของมิลาเรปะ) เป็นผู้ทอ วัดทันทรุกก่อตั้งในศตวรรษที่ ๗ สมัยเดียวกับวัดโจคังในลาซา

พฤษภาคม ๒๕๔๘ ดร.กฤษดาวรรณเดินทางไปแคว้นคามเพื่อไปทำวิจัยอีก คราวนี้เดินทางไปเมืองรางาคา (ชินดูเฉียว) พักบ้านผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นผู้บูชาพระแม่ตารามาเป็นเวลาอย่างน้อย ๒๑ ปี ท่านได้ร่วมกับลูกบ้านสวดมนตร์ถึงพระแม่ตาราโดยสวดบทสรรเสริญตารายี่สิบเอ็ด องค์ ๑๐ ล้านจบภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์ และได้ก่อสร้างวิหารตาราขึ้น

การได้รู้จักผู้ใหญ่บ้านและเห็นความศรัทธาในพระแม่ ตาราทำให้ดร.กฤษดาวรรณมีความมุ่งมั่นที่จะเผยแผ่คำสอนของพระองค์ให้ผู้อื่น ได้ปฏิบัติบูชา

ในระหว่างนั้น ดร.กฤษดาวรรณพบพระอาจารย์จัมยัง ทรักปะ ริมโปเช (Jamyang Dragpa Rinpoche) โดยบังเอิญ ท่านเป็นหมอและเภสัชกร ท่านเขียนคัมภีร์บูชาสรรเสริญพระแม่ตารายี่สิบเอ็ดองค์ ตามสายการปฏิบัติของญีมา เปปะ (สุริยะคุปต์) ผู้เป็นเตเตรอน หรือผู้ ค้นพบธรรมสมบัติ ชาวอินเดีย

จัมยัง ทรักปะ ริมโปเชได้มอบบทบูชานี้ให้และแนะนำให้ดร.กฤษดาวรรณเดินทางไปวิหารตาราที่วัด ทิเบตแห่งหนึ่งมีชื่อเป็นภาษาจีนว่า “นาโมซื่อ” ตั้งอยู่ที่เมืองตาเซโด นอกจากนี้ ท่านยังแนะนำดร.กฤษดาวรรณให้เดินทางไปวัดของท่านชื่อ “วัดกับชีกง” ในเมืองต้าอูเพื่อถ่ายรูปทังกาใหญ่ที่มีรูปพระแม่ตารายี่สิบเอ็ดองค์ตามสาย การปฏิบัติของสุริยคุปต์

เมื่อเดินทางไปวิหารตาราที่นาโมซื่อ ดร.กฤษดาวรรณเกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้าและตั้งประณิธานที่จะสร้างวิหารตารา ยี่สิบเอ็ดองค์ตามสายการปฏิบัติของสุริยคุปต์ในประเทศไทย

หลังจากนั้น ดร.กฤษดาวรรณเดินทางไปสักการะสถานปฏิบัติธรรมของชาซา ต้าชี่ เกียลเซ็น ริมโปเช (Shadza Tashi Gyaltsen Rinpoche) ที่เมืองซาโค ใกล้กับเมืองเดเก ชาซา ริมโปเช เป็นพระอาจารย์ผู้ปฏิบัติซกเช็นในสายเพิน (Bon) เมื่อท่านละสังขารประมาณปี ค.ศ. ๑๙๓๕ ร่างของท่านสลายกลายเป็นอากาศธาตุ กลายเป็นร่างประภัสสรหรือร่างรุ้ง

ในการเดินทางครั้งนั้น ดร.กฤษดาวรรณยังได้ไปกราบสักการะพระศรีเทวีหรือปัลเดน ลาโมที่วิหารของพระองค์ในเมืองซาโค พระศรีเทวีทรงเป็นธรรมบาลและปางพิโรธของพระแม่ตารา วิหารนี้อยู่ในวัดของกุนเทรอ เมินเกียล ลาเซ ริมโปเช (Kundrol Mongyal Lhasay Rinpoche) พระอาจารย์ที่ต่อมาได้กลายเป็นพระอาจารย์หลักในชีวิตของดร.กฤษดาวรรณ ท่านเป็นพระอาจารย์ซกเช็นในสายเพินใหม่ (New Bon) และเป็นศิษย์ของพระอาจารย์ชาซา ริมโปเช ผู้ได้ร่างประภัสสร ท่านใช้เวลาส่วนใหญ่ในการจำศีลโดยพำนักอยู่ในเมืองเฉิงตู

ท่านได้มอบคำสอนในการปฏิบัติบูชาพระศรีเทวี และพูร์ปา (พระวัชระกิลายะ) ให้

ดร.กฤษดาวรรณ ทันทีที่ได้รับทราบว่าจะตั้งมูลนิธิพันดาราเพื่อขจัดอุปสรรคต่างๆ ท่านยังเล่าว่าบิดาของท่าน ชื่อ ฮุงเช็น โตรตู ลิงปะ ริมโปเช (Hungchen Drodul Lingpa Rinpoche) มีความผูกพันเป็นพิเศษกับพระแม่ตารา

สิงหาคม ๒๕๔๘ มูลนิธิพันดารานิมนตร์พระอาจารย์กุงกา ซังโบ ริมโปเช มาร่วมประชุมเกี่ยวกับความฝันกับจิตวิญญาณ: ทัศนะจากจิตวิญญาณและวิทยาศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลังการประชุม ดร.กฤษดาวรรณขอให้ กุงกา ซังโบ ริมโปเช ทำพิธีมนตราภิเษกพระแม่ตารายี่สิบเอ็ดองค์ ที่วิหารภัทรกัลป์ตารา นนทบุรี

ก่อนการทำพิธีดร.กฤษดาวรรณให้ริมโปเชดูคัมภีร์ที่ ได้รับมอบมาจากจัมยัง ทรักปะ ริมโปเช เมื่อกุงกา ซังโบ ริมโปเชเห็นก็แสดงความประหลาดใจและบอกว่าเป็นนิมิตที่ดีที่ดร.กฤษดาวรรณได้ รับคัมภีร์เดียวกับที่ท่านจะใช้ในพิธีมนตราภิเษก ท่านอธิบายว่าคัมภีร์ตารายี่สิบเอ็ดองค์ตามสายการปฏิบัติของสุริยคุปต์มีผู้ สืบทอดน้อยมากเนื่องจากเป็นคัมภีร์ตันตระชั้นสูง ในทิเบตมีผู้ปฏิบัติคัมภีร์นี้ไม่กี่คน นอกจากนี้ ยังได้บอกว่าคัมภีร์นี้เป็นคัมภีร์ที่สืบสายการปฏิบัติมาจากพระอาจารย์อตีชา (อตีศะทีปังกร) ในศตวรรษที่ ๑๑

หลังพิธีมนตราภิเษก กุงกา ซังโบ ริมโปเชมอบบทสาธนะขทิรวนีตาราหรือพระแม่ตาราเขียว องค์ประธานของตารายี่สิบเอ็ดองค์ให้ ท่านเน้นว่าควรละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์เมื่อต้องการสวดบทสาธนะนี้

ในระหว่างที่กุงกา ซังโบ ริมโปเช พำนักอยู่ที่เมืองไทย ดร.กฤษดาวรรณได้พาท่านไปสถานที่แห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐมซึ่งลามะทิเบตบาง ท่านเชื่อว่าเป็นที่ประทับของเหล่าฑากินี กุงกา ซังโบ ริมโปเช เรียกสถานที่นี้ว่า “คันโดรลิง” หมายถึง ดินแดนของฑากินี ดร.กฤษดาวรรณมีความคิดว่าหากทำวิหารตาราก็ควรจะเป็นสถานที่พิเศษเช่นนี้ แต่เนื่องจากสถานที่นี้เคยเป็นวัดและสุสานและปัจจุบันกลายเป็นเขตโบราณสถาน จึงไม่สามารถสร้างวัดหรือสถูปได้ เมื่อกลับมาถึงบ้านรัตนาธิเบศร์ ท่านเรียกบ้านหลังนี้ว่า   “เตรอเมลิง” ดินแดนของตารา ชื่อนี้กลายมาเป็นชื่อสำคัญในภายหลัง

ตุลาคม ๒๕๔๘ ดร.กฤษดาวรรณเดินทางไปทำวิจัยใน ทิเบตอีกครั้ง และได้ไปกราบเมินเกียล ลาเซ ริมโปเช ท่านบอกว่าท่านมีโครงการจะสร้างวิหารพระแม่ตารา โดยทำเป็นซังตก ปารี ซึ่งเป็นชื่อพุทธเกษตรของพระคุรุ ริมโปเช ให้มี ๓ ชั้นแทนนิรมาณกาย สัมโภคกายและธรรมกายของพระพุทธเจ้า ในบริเวณใกล้เคียงจะสร้างหอสมุด ศูนย์วิชาการของพระพุทธศาสนา และบ้านพักผู้ปฏิบัติธรรม ท่านตั้งจิตอธิษฐานจะหล่อรูปพระแม่ตารา ๑,๐๐๐ องค์ และพระคุรุ ริมโปเช ๑,๐๐๐ องค์ ท่านเล่าว่าบิดาของท่านมีเตรมาของพระแม่ตาราซึ่งท่านจะนำมาประดิษฐานที่นี่ ดร.กฤษดาวรรณเรียนท่านว่ามีความคิดที่คล้ายกับท่านในการจะทำวิหารตาราและ สถานปฏิบัติธรรมและให้มีศูนย์วิชาการด้วย ท่านมีความปีติยินดีและกล่าวว่าจะเดินทางมาสร้างสถูปให้หากสร้างวิหารตาราใน ประเทศไทยได้จริงๆ

๑๐

เมื่อดร.กฤษดาวรรณเดินทางกลับมาเมืองไทยในเดือน เดียวกัน มีอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งคิดจะมอบที่ดินเนื้อที่ ๒ ไร่ให้ทำศูนย์วิชาการทิเบตและเป็นที่ตั้งวิหาร ที่ดินนี้อยู่บริเวณสนามกอล์ฟ รังสิต

ธันวาคม ๒๕๔๘ พระฑากินีปัลเดน เชอโซ เดินทางมาเมืองไทยอีก ท่านอยู่จำศีล ๑ สัปดาห์ในวิหารภัทรกัลป์ตารา นับเป็นตัวอย่างที่งดงามในการจำศีลปลีกวิเวกแบบทิเบต

ในวันแรกทีท่านจำศีล ดร.กฤษดาวรรณได้ไปพบพระธัมมนันทาภิกษุณีที่วัตรของท่าน ได้เรียนให้ ท่านทราบถึงความคิดที่จะสร้างวิหารพระโพธิสัตว์ ท่านอนุโมทนาและออกปากยกที่ดินจำนวน ๖ ไร่ที่เคยเป็นที่จำศีลของหลวงย่าให้

เมื่อพระฑากินีออกจากจำศีล ได้เรียนเรื่องนี้ให้ท่านทราบ ในวันที่เป็นฤกษ์ดีวันหนึ่ง ท่านตั้งชื่อวิหารที่จะสร้างว่า “วิหารภัทรกัลป์พันดารา”

มกราคม ๒๕๔๙ ดร.กฤษดาวรรณขอให้พระฑากินีทำพิธีมนตราภิเษกพระคุรุปัทมสัมภวะให้ที่วิหาร ภัทรกัลป์ตารา และจัดการประชุมเรื่องพระโพธิสัตว์ในโลกปัจจุบันที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๑๑

เมษายน ๒๕๔๙ ใกล้ช่วงวันเช็งเม้ง ดร.กฤษดาวรรณมีความปรารถนาจะสวดบทเจอดปะ หรือการละอัตตาด้วยการอุทิศเลือดเนื้อ (body offering) ตามสายการปฏิบัติลงเช็น ญิงทิก (Longchen Nyingthik) ที่ได้รับมอบจากพระฑากินี โดยจะไปสวดที่สุสานจีน อำเภอหัวหิน เนื่องจากหัวหินเป็นบ้านเกิด

บทปฏิบัตินี้หากจะสวดได้ดีเพื่อประโยชน์ของสัตว์ ที่มารับพร ควรจะทำในสุสาน บริเวณต้นน้ำ สถานที่สงบเงียบ ในทิเบตยังทำในบริเวณที่มีการกำจัดศพเพื่อให้ทานแก่นกด้วย

ต่อมา ดร.กฤษดาวรรณ ดร.โสรัจจ์ และบุตรชายมีโอกาสเดินทางไปหัวหิน เมื่อไปทำธุระกับคุณแม่ที่สุสานจีน มีความรู้สึกว่าทางไปภูเขาในหัวหินเป็นบริเวณสงบเงียบน่าจะทำเป็นสถานที่ ปฏิบัติธรรม

สองชั่วโมงหลังจากนั้นได้พาบุตรชายไปเล่นน้ำทะเลที่ ชายทะเลหัวหิน ขณะนั่งที่โขดหิน มีความคิดว่าผู้ที่มาเที่ยวหัวหินมักจะมาหาความสุขทางโลก โดยน้อยคนนักจะสนใจการปฏิบัติธรรม หัวหินเป็นที่ที่ผู้คนไปกินอาหารทะเล ทำให้สัตว์น้ำต้องถูกจับมากินเป็นจำนวนมาก จึงคิดว่าน่าจะทำสถานปฏิบัติธรรมที่นี่ ทันทีที่คิดก็โทรศัพท์ไปหาคุณอารีรัตน์ซึ่งได้ซื้อที่ดินที่หัวหินไว้ก่อน แล้ว

คุณอารีรัตน์บอกว่ามีที่ดินอยู่แปลงหนึ่ง บอกขายมา ๒ ปีแล้วยังขายไม่ได้ ด้านหน้าติดถนนใหญ่ ด้านหลังติดภูเขา มีขนาด ๖๘ ไร่เศษ

๑๒

พฤษภาคม ๒๕๔๙ ดร.กฤษดาวรรณมีโอกาสเดินทางไปจาริกแสวงบุญที่ถ้ำปฏิบัติธรรมของพระคุรุปัทม สัมภวะและถ้ำปฏิบัติธรรมของพระฑากินียีชี ซกเจียล (Kandro Yeshe Tsogyal) เมืองนักชู ในเขตชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือของทิเบต และได้ไปกราบพระรูปของพระขทิรวนีตาราที่วัดตารมู เมืองนักชู

พระรูปนี้เป็นพระรูปศักดิ์สิทธ์ที่เป็นพระแม่ตรัส ได้อีกพระองค์หนึ่ง เชื่อว่าเป็นของเจ้าหญิงเหวินเฉิงในศตวรรษที่ ๗ เจ้าหญิงเหวินเฉิงเป็นพระมเหสีจีนของกษัตริย์ซงซัน กัมโป ชาวทิเบตเชื่อว่าทรงเป็นพระนิรมาณกายของพระแม่ตาราขาว

ในระหว่างการจาริกแสวงบุญ พระฑากินีได้ทำพิธีมนตราภิเษกพระแม่ตาราขาวให้แก่ชนเผ่าเร่ร่อนและพาดร.กฤษ ดาวรรณไปขี่ม้าประทักษิณรอบทะเลสาบที่ลามะลงตกเคยจำศีลภาวนาจนทำให้เห็น โกงเตร (ธรรมสมบัติทางจิต หรือ mind treasure) ที่ได้กลายมาเป็นบทสาธนะพระแม่ตาราขาว

การจาริกแสวงบุญสิ้นสุดที่วิหารตารา ที่เมืองเนทัง (Nyethang) และวัดต้าชี่โกงของกุงกา ซังโบ ริมโปเช กรุงลาซา ที่วิหารตาราแห่งนี้ ดร.กฤษดาวรรณได้รับของมีค่าซึ่งพระผู้ดูแลวิหารแบ่งมาให้จากผ้าห่อรูปหล่อ ของพระอาจารย์อตีศะ ผู้เผยแผ่คำสอนของพระแม่ตาราในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทิเบต วิหารนี้เคยอยู่ภายใต้การดูแลของวัดต้าชี่โกงซึ่งเคยเป็นที่ปฏิบัติธรรมของ พระอาจารย์ ปัจจุบันยังมีชาวทิเบตเชื้อสายอินเดียที่เป็นลูกหลานของศิษย์พระอาจารย์อ ตีศะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านหน้าวัด

๑๓

หลังจากดร.กฤษดาวรรณเดินทางกลับจากทิเบต มูลนิธิพันดาราได้นิมนตร์กุงกา ซังโบ ริมโปเช มาเมืองไทยเพื่อฝึกอบรมการบ่มเพาะปัญญาและทำพิธีมนตราภิเษกพระมัญชุศรีที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ทำพิธีคือวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๙ เป็นวันครบรอบ ๑๐๐ ปี แห่งชาตกาลพระพุทธทาสภิกขุ

วันรุ่งขึ้น ดร.กฤษดาวรรณได้ขอให้ริมโปเชและเต็มปะ พระลูกศิษย์เดินทางไปหัวหินเพื่อไปดูที่ดินโดยตั้งใจจะทำเป็นสถานปฏิบัติ ธรรมของมูลนิธิและที่ประดิษฐานวิหารภัทรกัลป์พันดารา

เมื่อไปถึง น้ำในทะเลสาบดานหน้าเต็มเปี่ยม ฝนตกซู่ใหญ่ ๓ ครั้ง สลับกับแดดออก ตามประเพณีทิเบตถือว่าเป็นนิมิตที่ดี ริมโปเชนั่งสมาธิที่ต้นไทรใหญ่ซึ่งมีรากจำนวนมากฝังอยู่ในก้อนหิน เมื่อถอนจากสมาธิและเดินออกมาด้านข้างของต้นไทร ท่านพูดว่า นี่คือดินแดนของขทิรวนีตารา เมื่อถามท่านว่าวิหารจะอยู่ที่ใด ท่านตอบว่าวิหารธรรมชาติมีอยู่แล้วก็คือต้นไทรซึ่งแผ่กิ่งก้านเป็นดังหลังคา ก้อนหินคือบัลลังก์ พระอาจารย์คือลามะ เต็มปะคือลูกศิษย์ที่เป็นฝ่ายสงฆ์ และมีลูกศิษย์ที่เป็นฆราวาสประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้น

มิถุนายน ๒๕๔๙ สามวันหลังการเดินทางไปหัวหิน ดร.กฤษดาวรรณได้รับโทรศัพท์จากคนไทยคนหนึ่งที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในประเทศ เยอรมนี เธอไม่เคยพบดร.กฤษดาวรรณมาก่อนเพียงได้ทราบเรื่องราวของมูลนิธิพันดาราจาก หนังสือพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าที่ดร.โสรัจจ์แปล เธอโทรศัพท์มาถามว่ามูลนิธิจะสนใจสร้างที่ปฏิบัติธรรมหรือไม่ มีที่ดินจะบริจาค ขนาด ๔๐ ไร่ประกอบด้วยต้นสัก ๒,๐๐๐ ต้นที่ปลูกมาเป็นเวลา ๑๕ ปี อยู่ที่อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ตอนแรกดร.กฤษดาวรรณไม่สนใจเนื่องจากคิดว่าจะซื้อที่ดินที่หัวหิน แต่คำว่าป่าสักทำให้ต้องหยุดคิดเนื่องจากในขณะนั้นเชื่อว่าคำว่า ขทิรวัน หมายถึง ป่าสัก ตามความหมายในศัพท์ภาษาทิเบต

ในภาพทังกาของพระขทิรวนีตาราซึ่งดร.กฤษดาวรรณได้มา จากเนปาลในปี ๒๕๓๓ มีคำบรรยายภาษาทิเบตซึ่งแปลได้ว่า “พระแม่ตาราแห่งป่าสักทรงกำเนิดมาจากอักขระตัม” (ตัมเป็นอักขระศักดิ์สิทธิ์แทนพระแม่ตารา)

แม้ว่าป่าสักในกาญจนบุรีจะงดงามและมีความสงบร่มเย็น และแม้ว่าป่าสักอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับพระแม่ตารา ดร.กฤษดาวรรณตัดสินใจปฏิเสธความหวังดีนี้เนื่องจากมีความรู้สึกว่าสถานที่ นี้ยังไม่ใช่ที่ปฏิบัติธรรมของมูลนิธิ และได้ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะซื้อที่ที่หัวหินไม่ว่าจะยากลำบากเพียงไร ก็ตาม

๑๔

วันที่ ๓-๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๙ ดร.กฤษดาวรรณและกุงกา ซังโบ ริมโปเชได้รับเชิญจากสถาบันเมตาเน็กซัส (Metanexus Institute) ประเทศสหรัฐอเมริกาให้ไปประชุมที่มหาวิทยาลัยเพ็นซิลเวเนีย เมืองฟิลาเดลเฟีย เพื่อไปเสนอบทความของดร.โสรัจจ์ในฐานะประธานกลุ่มสนทนาพุทธศาสนากับ วิทยาศาสตร์พันดารา และรับรางวัลในฐานะที่มูลนิธิทำงานดีเด่นในการจัดประชุมในหัวข้อร่วมสมัย ด้านวิทยาศาสตร์กับศาสนา

หลังการประชุม ดร.กฤษดาวรรณและกุงกา ซังโบ ริมโปเชมีความประสงค์จะเดินทางไปซีแอ็ทเติ้ล เพื่อไปกราบสมเด็จองค์จิกตัล สาเกีย (Jigdal Sakya Gongma Rinpoche) ประมุขของนิกายสาเกียปะและท่านจัมยัง ตักโมลา (Jamyang Dagmola) ภริยาของท่าน ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนิรมาณกายของพระแม่ตาราขาว

ก่อนการเดินทาง ดร.กฤษดาวรรณเริ่มป่วย มีอาการปวดศีรษะและคลื่นไส้วิงเวียน ริมโปเชก็มีอาการคล้ายคลึงกัน เมื่อถึงซีแอตเติ้ล อาการของดร.กฤษดาวรรณแย่ลงแต่ริมโปเชกลับมีอาการดีขึ้น ในระหว่างที่พำนักที่นั่นเป็นเวลา ๓ วัน ดร.กฤษดาวรรณป่วยหนักโดยไม่ทราบสาเหตุ กุงกา ซังโบ ริมโปเชสันนิษฐานว่าอาจเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งในการทำงานสำคัญ อาการป่วยและปัญหาอื่นๆที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นหายไปทันทีเมื่อทั้งคู่ขึ้น เครื่องบินกลับกรุงเทพ

การเดินทางไปครั้งนั้น ดร.กฤษดาวรรณได้รับมอบบทสาธนะพระแม่ตาราขาวจากจัมยัง ตักโมลา บทสาธนะนี้สืบสายมาจากพระอาจารย์อตีศะเช่นกัน เป็นบทที่เน้นถึงการตั้งนิมิตถึงพระแม่ตาราขาวและพระอมิตายุสในการขอให้ พระองค์ทั้งสองประทานอายุยืนยาว ป้องกันการตายในเวลาอันไม่สมควรและรักษาโรคภัยไข้เจ็บของสัตว์ทั้งหลาย

นอกจากนี้ พร้อมกับกุงกา ซังโบ ริมโปเช ดร.กฤษดาวรรณยังได้รับมอบบทสวดมนตร์เพื่อบูชาพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ ชื่อว่า “บทสวดบันดาลใจเพื่อจริยวัตรอันดีเลิศ ราชาแห่งมหาปณิธาน” (The Aspiration Prayer for Excellent Conduct) จากสมเด็จองค์จิกตัล สาเกีย ท่านให้เหตุผลว่าท่านเลือกบทสวดมนตร์บทนี้เนื่องจากแก่นของคำสอนของพระพุทธ องค์และการบูชาพระองค์อยู่ในบทนี้ซึ่งเน้นคุณค่าของการเกิดมาเป็นมนุษย์ และบทนี้เป็นที่นิยมสวดกันในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรมทุกนิกาย

นับว่าเป็นนิมิตที่ดียิ่งเพราะก่อนจะได้พบสมเด็จ องค์จิกตัล สาเกีย ดร.กฤษดาวรรณได้ขอให้   กุงกา ซังโบ ริมโปเชสวดบทสวดมนตร์บทเดียวกันเพื่อสันติภาพของโลกในพิธีเปิดการประชุมของ สถาบันเมตาเน็กซัส เนื่องจากได้รับแรงบันดาลใจจากการที่สมเด็จองค์การ์มาปะที่ ๑๗ กับพระสงฆ์อีก ๑๐,๐๐๐ รูปร่วมกันสวดบทนี้ที่ต้นศรีมหาโพธิ์ โพธิคยาในเดือนมกราคม ๒๕๔๙

๑๕

หลังจากเดินทางกลับมาประเทศไทย ดร.กฤษดาวรรณและดร.โสรัจจ์ไปกราบอาจารย์สุลักษณ์และได้แจ้งให้ทราบเกี่ยวกับ โครงการการก่อตั้งสถานปฏิบัติธรรมที่หัวหิน อาจารย์ร่วมอนุโมทนาพร้อมกับแสดงความประสงค์จะร่วมทำบุญสร้างพระสถูปเพื่อ เป็นการทำบุญให้คุณแม่ที่ล่วงลับ

อาจารย์จัมปา ญีมาค้นพบคำว่า “ขทิรวัน” หมายถึง “ป่าสีเสียด” ไม่ใช่ป่าสัก ต้นสีเสียดเป็นต้นไม้ในพุทธประวัติ พระพุทธเจ้าศรีศากยมุนีประทับอยู่ที่ป่าสีเสียดเมื่อคราวอาพาธหลังทรงผนวช ได้ ๘ พรรษา ดร.กฤษดาวรรณมีความหวังว่าจะสามารถปลูกต้นสีเสียดเป็นรั้วที่ดินแดนของพระ แม่ตาราที่หัวหิน

ในคัมภีร์ของฝ่ายทิเบต ขทิรวัน ยังหมายถึง ที่ประทับของพระแม่ตารา พระอาจารย์นาคารชุนได้เขียนบทสรรเสริญป่าขทริวันและพระขทิรวนีตาราในคราวที่ ท่านนั่งสมาธิที่ขทิรวันทางใต้ของอินเดียและได้เห็นนิมิตพระแม่ตารา

ดร.กฤษดาวรรณ ดร.โสรัจจ์ กับคุณพ่อคุณแม่ของดร. กฤษดาวรรณกลับไปที่ที่ดิน คราวนี้ได้พบผลฟักข้าวสีส้มออกทองหนึ่งผลหน้าต้นไทร ได้ถวายผลฟักข้าวนี้แด่พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ที่หน้าโคนต้นไทร มีผลฟักข้าวอีกหลายลูกอยู่เหนือต้นไทร ดร.กฤษดาวรรณสวดบทสวดบันดาลใจเพื่อจริยวัตรอันดีเลิศที่ต้นไทร

วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๙ ดร.กฤษดาวรรณ และดร.โสรัจจ์ ได้นำเงินที่เหลือไปจ่ายค่าที่ดินและทำการโอนกรรมสิทธิ์ หลังจากนั้น ทั้งคู่ได้ตั้งจิตอธิษฐานถวายที่ดินผืนนี้แด่พระแม่ตาราและทำมูลนิธิพันดารา เพื่อประโยชน์ในการช่วยเหลือสัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏให้หลุดพ้น ดร.กฤษดาวรรณสวดบทสรรเสริญตารายี่สิบเอ็ดองค์ บทบูชาพระแม่ตาราขาวและคาถาหัวใจของพระโพธิสัตว์ที่ปฏิบัติบูชาอยู่ ณ ต้นไทร

ดร.กฤษดาวรรณปรึกษากับผู้เกี่ยวข้องในการวางแผนงาน เร่งด่วนที่จะดำเนินการต่อไป ได้แก่ การทำป้ายชื่อสถานปฏิบัติธรรม การทำรั้วด้านหน้า การสร้างอาคารเพื่อเป็นที่พักของช่าง การฝังท่อระบายน้ำบริเวณลำห้วยและทำถนน การฝังท่อในจุดต่างๆที่น้ำเซาะ การขยายสระน้ำเพื่อกักน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง การทำระบบกักน้ำฝน การปลูกดอกไม้ด้านหน้า และการถางหญ้า

ทั้งหมดตั้งประณิธานจะไม่ทำร้ายสัตว์ใดในระหว่าง ทำงานก่อสร้างและจะอนุรักษ์ธรรมชาติ อนุรักษ์ต้นไม้ สัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยในดินแดนแห่งนี้ งานต่อไปที่จะทำคือการออกแบบสถานที่และการสร้างสถูป

ขออุทิศความสุขให้สัตว์ทั้งหลายไม่เว้นแม้แต่หนึ่งเดียว

ขอความสุขแพร่ไปในอากาศ

ขอน้อมรับความทุกข์ของสัตว์ทั้งหลายไม่เว้นแม้แต่หนึ่งเดียว

ขอทะเลแห่งความทุกข์เหือดแห้งหายไป

หากข้าพเจ้าสุข

ขอมอบความสุขแก่ผู้ปรารถนาความสุข

ขอความสุขแพร่ไปในอากาศ

หากข้าพเจ้าทุกข์

ขอแบกรับความทุกข์ของสัตว์ทั้งหลาย

ขอทะเลแห่งความทุกข์เหือดแห้งหายไป

ขอความทุกข์ของเทพและภูตผีมารวมอยู่ในตัวของข้าพเจ้า

ขอความสุขของข้าพเจ้าแปรเปลี่ยนไปเป็นของพวกเขาด้วยเทอญ

โอม มณี เปเม ฮุง

กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์

๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙

**********************

ไดอารี่พระสถูป

หน้าสามของการเดินทาง


2553 ปีนี้เป็นปีเกิด ฉันจะมีอายุครบ 4 รอบเดือนกันยายนนี้ พวกเราโดยเฉพาะผู้หญิงมักไม่ค่อยอยากพูดถึงอายุเพราะตัวเลขที่มากขึ้นหมาย ถึงความงามที่ค่อยๆเลือนหาย สังขารที่ร่วงโรยลง แต่อายุที่มากขึ้นยังหมายถึงความเป็นผู้ใหญ่ที่เพิ่มพูน ปัญญาทั้งจากประสบการณ์และจากการภาวนาที่มีมากขึ้น และสำหรับฉัน อายุที่มากขึ้นยังหมายถึงอีกก้าวหนึ่งอันงดงามของการทำงานพระศานติตารามหาส ถูป

ครูจะสร้างสถูปให้

วันหนึ่งในฤดูร้อน พ.ศ. 2547  เฉิงตูร้อนระอุ แต่จิตใจฉันเย็นช่ำเมื่อได้ไปกราบครู (กุนเทรอ ทรักปา ลาเซ ริมโปเช) ผู้เป็นมหาโยคีอยู่กลางเมืองใหญ่ ท่านพักอยู่ในอพาร์ตเมนต์แบบจีน ดูภายนอกจะไม่รู้เลยว่าในอาคารหลังนี้มีครูผู้นำทางจิตวิญญาณพำนักอยู่ ฉันเรียนให้ท่านทราบถึงความฝันของฉันที่จะสร้างวิหารพระแม่ตาราแบบทิเบตใน เมืองไทย ท่านบอกว่าถ้าสร้างจริงๆ ท่านจะมาสร้างสถูปให้

คำว่า “สถูป” ช่างเป็นคำที่งดงาม ทรงพลัง ฉันกราบท่านพร้อมกับยิ้มรับรอยย้ิมของท่าน ตอนนั้น ฉันไม่รู้เลยว่าสถานที่จะสร้างวิหารจะได้กลายมาเป็นขทิรวันและจะอยู่ที่บ้าน เกิดของฉันเอง ฉันไม่รู้แม้ว่าพระสถูปในใจริมโปเชจะสูงเท่าไร จะมีรูปทรงแบบใด จะมีชื่ออะไร

อยู่จำศีลตารา

เวลาผ่านไปเกือบปี ฉันภาวนาถึงพระแม่ตารามากขึ้น เริ่มอยู่จำศีลเพื่อปฏิบัติบูชาถึงพระองค์ ความปรารถนาที่จะใช้ชีวิตแบบเดิมๆค่อยๆหมดไป พระสถูปค่อยๆก่อร่างสร้างตัวในหัวใจของฉันไปพร้อมๆกับความมุ่งมั่นที่จะ สร้างวิหารตารา

ครูให้พรที่ดิน

หลังจากซื้อที่ดินที่ได้กลายมาเป็นขทิรวันในเดือนกรกฎาคม 2548 ฉันเดินทางไปทวงคำสัญญาของครู นั่นคือจุดเริ่มต้นของสิ่งดีงาม เหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นในชีวิต ธันวาคม ปีนั้น ครูเดินทางมาเมืองไทยเพื่อมาชมที่ตั้งของพระสถูป

ครูให้คำทำนาย

ภาพของครูอายุ 73 ปี ผู้ไว้ยมยาวถึงกลางหลัง เดินด้วยเท้าไม่เท่ากัน (เพราะเคยถูกจองจำ) ท่ามกลางแดดเปรี้ยงทั่วดินแดนยังเด่นชัดในความทรงจำ เสียงท่านให้คำทำนาย บริเวณด้านในสุดจะเป็นที่ปฏิบัติซกเช็น จะมีทะเลสาบกั้นด้านหน้า จงปล่อยให้ที่ปฏิบัตินี้เป็นธรรมชาติให้มากที่สุด อย่าตัดต้นไม้ นกจะเกาะอยู่ตามก่ิงก้าน เสียงของนกจะปลุกจิตผู้ปฏิบัติให้ตื่น ทำให้พวกเขาได้เข้าถึงการตระหนักรู้ในหลายๆมิติ

ครูชี้ไปที่เนินลูกหนึ่งที่มีที่ดิน 1/3 อยู่ในดินแดนของเรา สร้างพระสถูปตรงนี้จะดี เพราะเนินลูกนี้มีลักษณะเหมือนหัวหมู เป็นสัญลักษณ์ของโมหะ พระสถูปจะกดกิเลสให้ต่ำลง

ร่างแรกของพระสถูป

ฉันขอให้ศุภโชค ชุมสาย ณ อยุธยา มาวาดรูปพระสถูปให้ตามแบบขนาดโปสการ์ดที่ริมโปเชนำมาจากทิเบต ฉันไม่เคยรู้จักเขามาก่อน เราติดต่อกันทางอีเมล์ เขาสนใจกิจกรรมของพันดาราและเคยส่งรูปพระคุรุ ริมโปเชที่เขาวาดเองมาให้ เขามารับใช้ครูอยู่ 2 วัน ร่างแบบพระสถูปใส่กระดาษ A4 ไว้ให้ นั่นเป็นรูปพระสถูปรูปแรก ตอนนั้นเรายังไม่มีชื่อพระสถูป ครูอธิบายเพียงว่าพระสถูปองค์นี้เป็นแบบ “ยุงตรุง เกอเลก เชอแตง” พระสถูปอันวิจิตรที่มีสัดส่วนงดงามที่ไม่สามารถทำลายล้างได้

พระสถูปที่งดงามย่ิงนัก

ต่อมาครูให้คำทำนายอีกว่าพระสถูปองค์นี้จะมีชื่อเสียงเลื่องลือว่างดงาม ยิ่ง นัก เมื่อสร้างเสร็จ ผู้คนจากทุกสารทิศจะหลั่งไหลกันเดินทางมาชม

ขอซื้อเนิน

เมื่อครูกลับไป ฉันกับเพื่อนจิตอาสาอีก 2 คนพยายามขอซื้อส่วนของเนินที่เหลือจากเพื่อนบ้านแต่ไม่สมฤทธิ์ผล ความหวังที่จะเห็นพระสถูปบนเนินดูริบหรี่ แต่ในการเจรจาเพื่อขอเนิน ฉันได้ฝึกความอ่อนน้อมถ่อมตน ได้สัมผัสความรักของพระแม่ตาราที่เกินขอบเขตเชื้อชาติศาสนา

ตั้งปณิธานไปกราบในทิเบต

ปีนั้นฉันไปจาริกแสวงบุญทางเหนือของแคว้นคามและเดินทางต่อไปทั่วภาคกลาง ของทิเบต ระหว่างทางฉันเห็นผู้จาริกแสวงบุญทั้งเดินเท้ากับกราบจาริกมา ศรัทธาและความมุ่งมั่นในแววตาของพวกเขาทำให้ฉันบอกตัวเองว่าฉันจะออกไปเดิน กราบเช่นพวกเขา ฉันจะสั่งสมบุญบารมีเพื่อสร้างพระสถูป

มีครูและมีเขา

ฉันไปลาครูก่อนกลับมาตั้งหลักเพื่อกลับไปกราบ เราคุยกันถึงพระสถูป ตอนนั้นเราถึงทราบว่าฐานของพระสถูปจะใหญ่ถึง 30 เมตร ครูให้เหตุผลว่าถ้าฐานเล็ก ก็ไม่รู้ว่าจะสร้างไปทำไม สร้างแล้วไม่สามารถเปลี่ยนจิตใจของผู้คนจำนวนมากได้ ไม่สร้างดีกว่า แม้ว่าจะดีใจที่ได้ยินข่าวอันเป็นมงคล หน้าฉันคงมีร่องรอยของความกังวลใจ ครูชี้ที่ตัวท่าน แล้วชี้ที่เยินเต็น พร้อมกับบอกฉันด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความปรานีว่า “งา ยอเหระ โคง ยอเหระ” มีครูและมีเขา หนทางข้างหน้าไม่ได้มีเพียงฉัน แต่ยังมีครูและมีเยินเต็น


ไปกราบในทิเบต

แล้วการเดินกราบเพื่อขัดเกลาจิตใจให้ใสสะอาด ก่อนการทำบุญกุศลครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2550 ฉันไปกราบครูอีกครั้ง ท่านสอนวิธีตั้งจิตขณะกราบ ฉันกราบเท้าครูด้วยความกตัญญู จากวันนั้น ฉันน้อมนำจิตของครูมาอยู่กับใจของฉันทุกหนแห่งที่เดินทาง พรของครูเป็นดังน้ำอมฤตชำระล้างกิเลสเครื่องเศร้าหมองในใจ หลายสิ่งหลายอย่างที่ครูพูดสลัดหน้ากากจอมปลอมของตัวตนออกไป

พบเอก

หลังกลับมาเมืองไทยจากการไปกราบได้วันเดียว ฉันไปทำธุระแถวสยาม แล้วเลยเดินไปสถานีรถไฟฟ้าชิดลม ผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาทัก เขาถามว่าจำเขาได้ไหม และฉันไปทำอะไรมาจึงหน้าดำ ฉันเคยพบเขาเมื่อปีก่อน เขาชื่อเอก (อธิพงศ์ ธาดานุพงศ์) เขาเคยนำรูปพระแม่ตาราขาวที่เขาวาดที่ธรัมศาลามาให้ดู ฉันเล่าให้เขาฟังถึงการไปเดินกราบจาริกแสวงบุญ แม้ว่าจะไม่สนิทกัน ฉันเชื่อมั่นว่าเขาจะเป็นผู้วาดรูปพระสถูปให้ได้ ฉันขอให้เขาวาดรูปให้ทันทีโดยขยายจากร่างเดิมที่ศุภโชคทำ เขาบอกว่าไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือเปล่าเพราะเขาไม่เคยวาดรูปสถูปเจดีย์มาก่อน แล้วจริงๆทังกาแบบทิเบตที่เคยวาดก็มีเพียงภาพเดียวในชีวิต เวลาส่วนใหญ่ของเขาหมดไปกับการวาดการ์ตูนหรือวาดรูปประกอบบิลล์บอร์ดที่เขา ทำเป็นอาชีพ  เขาขอเวลาไปคิด ก่อนจากกัน ฉันถามเขาว่ารู้จักใครที่จะมาช่วยทำภูมิทัศน์ไห้ศูนย์ปฏิบัติธรรมที่หัวหิน ไหม เขาบอกว่าจะลองคิดดู

พบจุ่น

เย็นวันนั้น เอกโทรมาหา เขาจะไปเอาแบบพระสถูปที่จุฬาฯ เขาบอกว่าจะลองวาดดูสักอาทิตย์ เขาให้เบอร์สถาปนิกคนหนึ่งที่มีชื่อว่าเป็นคนใจบุญ สถาปนิกคนนี้ชื่อว่าจุ่น (ชลทิศ ตามไท) เมื่อฉันขอให้เขามาช่วยทำขทิรวัน เขาไม่ปฏิเสธ ในวันรุ่งขึ้นเราเดินทางไปขทิรวันด้วยกันทันที เขาประทับใจบรรยากาศธรรมชาติและรับที่จะทำภูมิทัศน์ให้

พบจิ๊ก

ไม่กี่วันหลังจากนั้น ฉันได้เพื่อนร่วมเดินทางอีกคน เธอชื่อจิ๊ก (ปรัชวัน เกตวัลห์) จิ๊กหลงรักทิเบตนับแต่การเดินทางไปที่นั่นครั้งแรก เธอเคยมาหาฉันเมื่อคราวเราจัดประชุมที่จุฬาฯ เคยเอาสมุดไดอารี่มาให้และเคยรับมนตราภิเษกจากครู

พบเล็ก & กลาง

เรานัดกันไปทิเบตตะวันออก ไปเยี่ยมชมพระสถูปที่บ้านเกิดเยินเต็นในแคว้นอัมโด และเอารูปพระสถูปขนาดใหญ่ที่เอกวาดไปให้ครูดูเพื่อตรวจสอบสัดส่วน ก่อนเดินทาง จุ่นพาเพื่อนสถานิกอีก 2 คนเล็กและกลาง (ศิษฐ์-ปรีชญา ธีระเกเมน) มาพบ ทั้งคู่ขอตามไปทิเบตด้วย

ไปหาครูและไปดูพระสถูปในทิเบต

มิถุนายน 2550 เรา 7 คน (รวมฉันและเยินเต็น) ไปพบครู เมื่อเห็นรูปพระสถูปขนาดใหญ่ ครูรีบนำไม้บรรทัดมาวัด ให้คำแนะนำต่างๆ ครูสอนเราเรื่ององค์ประกอบของพระสถูป ขั้นทั้ง 5 ที่ฐานแทนธาตุทั้ง 5 ขั้น 4 ขั้นเหนือบัลลังก์พระสถูปแทนพรหมวิหาร 4  จิตใจฉันพองโตด้วยความสุข การงานพระสถูปเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง

ที่อัมโด เราเรียนวิถีชีวิตของชาวทิเบตที่เรียบง่ายและเปี่ยมไปด้วยศรัทธา เราไปกราบพระสถูปใหญ่ 2 องค์ คือสถูปยุงตรุง เกอเลกที่วัดตกเต็นซึ่งเป็นวัดที่อดีตพระเยินเต็นจำพรรษาอยู่ 27 ปี และสถูปทงเทรอ ที่วัดโกมัง

นำเสนอเรื่องพระสถูปเป็นครั้งแรก

การเดินทางไปไหว้พระสถูปครั้งนั้นทำให้พวกเรา 7 คนได้มาทำงานร่วมกัน ปีนั้น เราช่วยกันทำนิทรรศการพระสถูปที่การประชุมความสุขในสังคมสมัยใหม่ในเดือน สิงหาคม ต่อมาในเดือนตุลาคม ทั้ง 7 คนก็มาเป็นวิทยากรเกี่ยวกับทิเบตในแง่มุมต่างๆในการสัมมนาเรื่องสานศิลป์สู่ สันติ

พลังมีจริง ปาฏิหาริย์มีจริง

หลายคนเชื่อเรื่องพลัง คำๆนี้น่าจะเป็นคำยอดฮิตในสังคมไทย บางคนแบมือออกเพื่อรับพลังจากข้างนอก บางคนเปล่งเสียงดังเอาพลังจากข้างในออกมา พลังดูเหมือนจะถ่ายไปถ่ายมาจนเป็นสินค้า ทิเบตก็มีพูดถึงพลังเหมือนกัน แต่พลังในความหมายของพวกเขาคือพรของพระพุทธองค์ คือพรของครูที่เราตั้งนิมิตว่าเป็นหนึ่งเดียวกับพรของพระพุทธเจ้า ถ้าจะมีพลัง ก็มีเพียงพลังจิตที่เกิดจากการฝึกดี ตั้งจิตเยี่ยงพระโพธิสัตว์ เยี่ยงพระอรหันต์ จิตที่ไม่มัวหมองปราศจากอัตตามีพลังที่จะดับทุกข์ของสัตว์โลก หลังเดินทางจากการกราบได้เพียงวันเดียว ฉันได้พบเพื่อนคนไทย 5 คนที่ได้กลายมาเป็นทีมทำงานหลักของพระสถูป สำหรับฉัน นี่คืออานิสงส์ของการไปกราบ คือพรของครู คือพลังแห่งคุณงามความดี ถ้าจะเป็นปาฏิหาริย์ก็เป็นปาฏิหาริย์ที่จะเกิดกับใครที่ได้ที่คิดดี

สร้างสถูปบนโลกมนุษย์ สร้างสถูปในใจ

หลังจากนั้น เพื่อนอีกหลายคนได้เข้ามาช่วยสานฝันพระสถูป การทำงานกับพวกเขาทำให้ฉันได้ฝึกความอ่อนน้อมถ่อมตน ได้เรียนรู้การจัดการกับอารมณ์ความรู้สึก ฉันนึกถึงคำสอนของครูที่ว่าคลื่นเป็นส่วนหนึ่งของทะเล อารมณ์เป็นส่วนหนึ่งของจิตเดิมแท้ที่ใสกระจ่าง ในการสร้างพระสถูปบนโลกมนุษย์ เราต้องเรียนรู้ที่จะสร้างพระสถูปในจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความรักความกรุณา ที่เปี่ยมไปด้วยสันติสุข เหมือนชื่อของพระสถูปที่ครูตั้งให้ ถ้าคนสร้างขาดคุณธรรมสองข้อนี้ พระสถูปจะเป็นศานติตาราไปได้อย่างไร

สถูปองค์ใหญ่จะเกิดมาแทนที่องค์เล็ก

ในปี 2551 เชน เจ้าของสำนักพิมพ์เซรินเดียและเซรินเดียแกลอรี่ได้พาผู้เชี่ยวชาญทิเบต/หิม าลัยจากหลายประเทศมาให้รู้จัก เขาเปิดบ้านของเขาที่ซอยอารีย์ให้เป็นที่แสดงนิทรรศการพระสถูปและที่ ประดิษฐานพระสถูปจำลองอยู่หลายสัปดาห์ เขาช่วยจัดนิทรรศการพระสถูปในการประชุม “จิตกับชีวิต” ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในเดือนสิงหาคม 2551 คำพูดหนึ่งที่เขาบอกฉันซึ่งยังก้องอยู่ในโสตประสาท พระสถูปจำลองจะค่อยๆผุพังลงพร้อมๆกับองค์ใหม่ที่งดงามจะเกิดมาแทนที่ เราจะเฝ้ารอวันที่พระสถูปองค์ใหญ่กำเนิดขึ้นมาเป็นหลักชัยให้แก่พวกเราและ สัตว์ทั้งหลาย


ลาออกจากงาน

หลังไปเดินกราบในทิเบตได้ 5 เดือน ฉันตัดสินใจลาออกจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จริงๆแล้วฉันคิดถึงการลาออกจากงานประจำตั้งแต่วันแรกที่ซื้อที่ดินขทิรวัน ในวันนั้น ฉันบอกโสรัจจ์ให้นึกถึงบุญกุศลที่เราสองคนได้ทำจากการซื้อที่ดินเพื่อประกอบ การงานพระโพธิสัตว์ ฉันบอกเขา สักวันหนึ่งที่ดินผืนนี้จะเป็นที่ที่มีผู้ปฏิบัติธรรมจนได้ร่างประภัสสร (กายเนื้อสลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของอากาศธาตุ ฝ่ายทิเบตถือว่าคือการตรัสรู้ธรรมอย่างสมบูรณ์ เกิดพระพุทธเจ้าอีกพระองค์บนโลกมนุษย์) เมื่อซื้อที่ดิน ก็ต้องพัฒนาที่ดินผืนนี้ให้เป็นประโยชน์ที่สุดโดยเฉพาะเมื่อคิดจะสร้างพระ มหาสถูป

ชีวิตมีความเป็นอัศจรรย์

เมื่อบอกเพื่อนที่ทำงาน ไม่มีใครคัดค้านเพราะทุกคนต่างเห็นว่าฉันจะไปเอาดีทางธรรม วันที่ลาออกจากงานจึงเป็นวันที่ฉันมีความสุขมาก ทางภาควิชาจัดงานเลี้ยงให้ ในวันนั้นลูกศิษย์ได้ทำวีดิทัศน์เล่าถึงการงานของฉันในอดีตและที่จะทำใน ปัจจุบัน เยินเต็นเป็นตัวแทนแจกรูปพระแม่ตาราให้แก่ทุกคน ใครจะนึกว่าคนๆหนึ่งที่มีโอกาสได้เรียนสูงถึงระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย ชั้นนำในสหรัฐอเมริกาและได้ทำงานในสถาบันทรงเกียรติเช่นจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยจะละท้ิงตำแหน่งการงาน อาชีพที่มั่นคง และโอกาสที่จะได้เดินทางไปหลายประเทศ

เดินทางภายใน สอนภาษาธรรม

ฉันหยุดการเดินทางภายนอกเพื่อเดินทางภายใน ฉันเลิกสอนภาษาศาสตร์เพื่อสอนภาษาธรรม ฉันปวารณาตัวเป็นโยคินีในโลกสมัยใหม่เดินตามรอยเท้าครู แม้ทางข้างหน้าจะขรุขระ แต่ก็เป็นทางแห่งความสุขที่ยั่งยืน แม้จะมีเพื่อนน้อย แต่ฉันมีกัลยาณมิตรที่จะคอยเช็ดเหงื่อ พยุงให้ลุกขึ้นยืน และมอบรอยยิ้มให้  กัลยาณมิตรที่ช่วยกันทำให้พันดาราเป็นชุมชนที่อบอุ่นที่พร้อมจะทำประโยชน์ เพื่อสรรพชีวิต กัลยาณมิตรที่จะช่วยกันสร้างพระสถูปด้วยหัวใจบริสุทธิ์

แม่ตามมาดูแล

ทุกคนในครอบครัวต่างให้กำลังใจแก่การตัดสินใจที่จะดำเนินชีวิตในรูปแบบ ใหม่ของฉัน แม้แต่แม่ที่บ่นใจหายในวันที่ลูกลาออก กาลต่อมา แม่ได้กลายเป็นแรงสำคัญที่ทำให้ขทิรวันเติบโตจนกลายเป็นป่าแห่งความรื่นรมย์ เหมือนที่เห็นในทุกวันนี้

ปณิธานของเยินเต็น

ในเวลาเดียวกัน เยินเต็นตัดสินใจมาอยู่ประเทศไทย เขาบอกฉันว่า คนแบบเขามีมากแล้วในทิเบต แต่ยังไม่มีในเมืองไทย เขาปวารณาตัว ด้วยกาย วาจา ใจ เขาจะมอบให้การงานพระสถูป แม้เขาจะไม่มีปริญญาบัตรในทางโลก ความรู้ภายในของเขาลึกซึ้งเกินคำบรรยาย เขามีสมองและความฉลาดเฉลียว เหมือนพี่คนหนึ่งบอก และที่สำคัญ เขามีหัวใจเต็มร้อยให้พันดารา

บ้านพันดารา

เมื่อลาออกมาแล้ว ฉันย้ายที่ทำงานมาอยู่บ้านมูลนิธิ คุณยาย/คุณแม่สามี (นาวาอากาศเอก แพทย์หญิง มนัสสวาสดิ์ หงศ์ลดารมภ์) ยกบ้านที่ลาดพร้าว ซอย 11 ให้เป็นที่ประกอบการงานของพันดารา พวกเราซาบซึ้งใจและอนุโมทนาบุญกับคุณยาย บ้านหลังนี้นอกจากจะเป็นสำนักงานใหม่ของฉัน ยังเป็นที่คุณหมอทิเบตใช้รักษาโรค ที่บรรยายธรรมของพระอาจารย์ ที่ตั้งหิ้งพระและห้องพระแบบทิเบต ที่ประดิษฐานพระสถูปจำลอง ที่นอนของสต๊าฟในยามเตรียมงานจนดึกดื่น และที่สังสรรค์ของพวกเรา อาสาสมัครที่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของสายใยพันดารา

Advertisements

9 Comments

  1. เรื่องราวน่าสนใจมากค่ะ ขอให้Dr.Kris มีพละและกำลังสมหวังในสิ่งที่ ตั้งใจมุ่งหวังเอาไว้เพื่อประโยชน์สุขของคนทั่วไป สาธุ สาธุ

    Reply

  2. รบกวนขอสวดบทสรรเสริญตารา ๒๑ องค์ ได้ไหมครับ

    Reply

    1. หรือถ้ามีบทสวดของพระแม่ตาราอีกก็รบกวนโพสด้วยนะครับ

      Reply

  3. ขอให้ประเทศไทยสงบสุขและองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน

    Reply

  4. ครูขาเพิ่งพบ บทความนี้ของครู อ่านแล้วน้ำตาไหล ปิติ บอกไม่ถูก “งา ยอเหระ โคง ยอเหระ” จะหาทาง สนับสนุนการสร้างสถูปต่อไปค่ะครู

    Reply

    1. ครูหายไปจากบล็อกนี้นานแล้วค่ะ หลายปี เพราะลืม username แต่ได้รับแจ้งถึง comment ของเก๋ และด้วยข้อความของเก๋ ครูกลับเข้ามาเขียนและดูแลบล็อกนี้ได้เหมือนเดิม! ครูเปลี่ยนนามสกุลแล้วค่ะ Krisadawan Metavikul ในหน้าหลักยังหาที่แก้ไม่ได้

      Reply

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s