Cultivating Wisdom in Tibetan Buddhism

73382_505723199511479_1259470678_n

 

สาระจากเสวนาธรรมในวันนี้ โดยพระอาจารย์กุงกา ซังโป ริมโปเช 18 กันยายน 2556 บ้านมูลนิธิพันดารา

ปัญญาต้องเริ่มจากการฟัง ไปสู่การคิดใคร่ครวญ ไปจนถึงการทำสมาธิ ถ้าเราไม่อยากฟังธรรม ไม่อยากทำความเข้าใจเนื้อหาของพระธรรม แต่ทำสมาธิเลย เราจะเอาสิ่งใดไปทำสมาธิ พระอาจารย์สาเกียบัณฑิตกล่าวไว้ว่า เหมือนกับผู้ปีนเขาแต่ไม่มีมือ ก็ไม่สามารถปีนได้สำเร็จ

การเจริญปัญญาจึงต้องเริ่มด้วยการฟังเสมอ จากปัญญาสามขั้นตอนนี้ ริมโปเชได้โยงไปกับเรื่องบารมีหกของพระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นการอธิบายอย่างลึกซึ้งถึงบารมีแต่ละประเภทซึ่งเปี่ยมไปด้วยข้อคิดทางธรรม ทานบารมีจะเป็นปัญญายิ่งใหญ่หากเราตั้งจิตโดยไม่หวังผลตอบแทน ไม่ทำบุญเพราะอยากให้เราได้ดี ให้เราได้ร่างกายที่แข็งแรงโดยไม่คิดถึงผู้อื่น ท่านขอให้เราทำบุญโดยคำนึงถึงสรรพสัตว์ที่เคยเป็นพ่อแม่มาก่อน ขอให้ผลบุญของเราทำให้สัตว์เหล่านั้นประสบแต่ความสุขและหลุดพ้นจากความทุกข์ของสังสารวัฏ หากการให้ของเราทำด้วยจิตอันเปี่ยมด้วยปัญญา กิเลสในใจจะลดลงไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งจิตมนุษย์ปุถุชนของเราจะเหมือนกับจิตของพระพุทธเจ้าที่เปี่ยมไปด้วยปัญญากว้างใหญ่ไร้ขอบเขต

การรักษาศีลจะนำเราไปสู่สมาธิ เพราะศีลกำจัดกิเลสที่พอกพูนในจิตใจมาหลายภพชาติ ศีลปกป้องเราจากอบายภูมิ แต่ในฐานะที่เป็นผู้รักษาศีล เราต้องระมัดระวังที่จะไม่เย่อหยิ่ง คิดว่าตัวเองเป็นผู้ถือศีลจะมีสถานะที่ดีกว่าคนอื่น เมื่อเข้าใจประเด็นนี้ก็เท่ากับเข้าถึงปัญญาแห่งศีลบารมี

หลังพักอาหารเย็น ริมโปเชอธิบายบารมีทั้งหกจนจบ แล้วกล่าวถึงพระมัญชุศรี ผู้เป็นพระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้า อานิสงส์ของการปฏิบัติบูชาพระองค์ ท่านย้ำว่า ศรัทธาเป็นหัวใจของการปฏิบัติธรรมที่จะนำเราไปสู่หนทางแห่งการตรัสรู้ธรรม และพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต่างเท่าเทียมกัน ไม่มีองค์ใดสำคัญหรือเก่งกว่าองค์ใด ในตอนสุดท้าย ริมโปเชฝากข้อคิดว่า กรุณากับปัญญาเป็นของคู่กัน บ่มเพาะปัญญาต้องไปพร้อมกับการบ่มเพาะกรุณา

 

สาระจากเสวนาธรรมเรื่องการเจริญปัญญาแบบทิเบต โดยพระอาจารย์กุงกา ซังโป ริมโปเช 18 กันยายน 2556 บ้านมูลนิธิพันดารา

ปัญญาต้องเริ่มจากการฟัง ไปสู่การคิดใคร่ครวญ ไปจนถึงการทำสมาธิ ถ้าเราไม่อยากฟังธรรม ไม่อยากทำความเข้าใจเนื้อหาของพระธรรม แต่ทำสมาธิเลย เราจะเอาสิ่งใดไปทำสมาธิ พระอาจารย์สาเกียบัณฑิตกล่าวไว้ว่า เหมือนกับผู้ปีนเขาแต่ไม่มีมือ ก็ไม่สามารถปีนได้สำเร็จ

การเจริญปัญญาจึงต้องเริ่มด้วยการฟังเสมอ จากปัญญาสามขั้นตอนนี้ ริมโปเชได้โยงไปกับเรื่องบารมีหกของพระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นการอธิบายอย่างลึกซึ้งถึงบารมีแต่ละประเภทซึ่งเปี่ยมไปด้วยข้อคิดทางธรรม ทานบารมีจะเป็นปัญญายิ่งใหญ่หากเราตั้งจิตโดยไม่หวังผลตอบแทน ไม่ทำบุญเพราะอยากให้เราได้ดี ให้เราได้ร่างกายที่แข็งแรงโดยไม่คิดถึงผู้อื่น ท่านขอให้เราทำบุญโดยคำนึงถึงสรรพสัตว์ที่เคยเป็นพ่อแม่มาก่อน ขอให้ผลบุญของเราทำให้สัตว์เหล่านั้นประสบแต่ความสุขและหลุดพ้นจากความทุกข์ของสังสารวัฏ หากการให้ของเราทำด้วยจิตอันเปี่ยมด้วยปัญญา กิเลสในใจจะลดลงไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งจิตมนุษย์ปุถุชนของเราจะเหมือนกับจิตของพระพุทธเจ้าที่เปี่ยมไปด้วยปัญญากว้างใหญ่ไร้ขอบเขต

การรักษาศีลจะนำเราไปสู่สมาธิ เพราะศีลกำจัดกิเลสที่พอกพูนในจิตใจมาหลายภพชาติ ศีลปกป้องเราจากอบายภูมิ แต่ในฐานะที่เป็นผู้รักษาศีล เราต้องระมัดระวังที่จะไม่เย่อหยิ่ง คิดว่าตัวเองเป็นผู้ถือศีลจะมีสถานะที่ดีกว่าคนอื่น เมื่อเข้าใจประเด็นนี้ก็เท่ากับเข้าถึงปัญญาแห่งศีลบารมี

หลังพักอาหารเย็น ริมโปเชอธิบายบารมีทั้งหกจนจบ แล้วกล่าวถึงพระมัญชุศรี ผู้เป็นพระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้า อานิสงส์ของการปฏิบัติบูชาพระองค์ ท่านย้ำว่า ศรัทธาเป็นหัวใจของการปฏิบัติธรรมที่จะนำเราไปสู่หนทางแห่งการตรัสรู้ธรรม และพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต่างเท่าเทียมกัน ไม่มีองค์ใดสำคัญหรือเก่งกว่าองค์ใด ในตอนสุดท้าย ริมโปเชฝากข้อคิดว่า กรุณากับปัญญาเป็นของคู่กัน บ่มเพาะปัญญาต้องไปพร้อมกับการบ่มเพาะกรุณา

Advertisements

Mind Insights from Kundrol Ling

 

581554_10151833417117836_1684751308_n

 

แสงสีทองแห่งอรุณรุ่งท่ามกลางไอหมอกเตือนใจให้นึกถึงสภาวะบริสุทธิ์ผ่องแผ้วที่ซุกซ่อนอยู่ภายในจิตของเรา
ขทิรวัน Kundrol Ling คอร์สภาวนาเงินโดรวันสุดท้าย

๘ กันยายน ๒๕๕๖

1260890_10151830141087836_199237951_n

หลังการงานที่วุ่นวาย หลังการเดินทางที่เหน็ดเหนื่อย ให้จิตได้สงบนิ่ง ให้จิตได้ดำรงอยู่กับความอบอุ่นมั่นคงภายใน นั่งนิ่งๆ โดยไม่คิดสิ่งใด ประคองจิตให้มั่น ไม่เครียด ไม่ตึง เปิดใจรับความเงียบและความรื่นรมย์ดุจทะเลในยามไร้ระลอกคลื่น นี่คือวิธีดูแลรักษาจิตแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ในแต่ละวัน

ขทิรวัน, ๖ กันยายน ๒๕๕๖

1017011_10151827132322836_1071641926_n

Mind and clarity
ฝึกปฏิบัติด้วยจิตผ่อนคลาย ไม่บีบคั้นจิต ไม่คาดหวัง ไม่สงสัย ไม่สับสนมืดมน ดำรงอยู่ในความรื่นรมย์แห่งจิต เปิดใจรับความกระจ่างในทุกอณูของอากาศ แล้วเราจะได้โอสถวิเศษกว่าโอสถใดๆ เป็นยาที่ไม่ต้องหาซื้อ แต่มีอยู่แล้วในธรรมชาติและในก้นบึ้งของจิตใจของเราเอง

ขทิรวัน, ๕ กันยายน ๒๕๕๖

1157431_10151825060762836_1283699618_n

เรามีขุมทรัพย์แห่งจิตที่ยิ่งใหญ่ อย่าเพลิดเพลิน ยึดติดกับทรัพย์ สมบัติภายนอก
จนลืมที่จะดูแลรักษาสมบัติภายในนี้

ขทิรวัน, ๔ กันยายน ๒๕๕๖

Getting to Know Vajrayana Buddhism (1)

 

 

photo-97

รู้จักพุทธวัชรยาน

ในพุทธทิเบตที่เราเรียกว่า “พุทธวัชรยาน” ไม่ได้ประกอบด้วยหนทางการปฏิบัติธรรมเดียว มีหลายวิธีการและหลายมรรควิถีในยานใหญ่นี้ ซึ่งแม้จะมีพื้นฐานอุดมคติเดียวกัน นั่นคือ การเข้าถึงโพธิญาณเพื่อกลับมายังประโยชน์ต่อสรรพสัตว์ แต่รูปแบบและการมองโลกอันนำไปสู่การอุทิศตนเพื่อสัตว์โลกแตกต่างกัน

วิถีแห่งการละโลก (Renunciation Way)

ผู้ดำรงอยู่บนหนทางของการละโลก ดังเช่นนักบวชมุ่งเน้นขัดเกลาจิตใจให้ผ่องแผ้ว ละวางจากเรือนและการงาน ทุ่มเทชีวิตเพื่อค้นหาสัจธรรมและทำงานทางธรรม โดยในทิเบตเน้นการศึกษาพระสูตร พุทธปรัชญา โต้วาทีธรรม สร้างเครื่องรองรับกาย วาจา ใจของพระพุทธเจ้า (หล่อพระ ชำระคัมภีร์ สร้างวิหาร สถูปเจดีย์) และจำศีลภาวนา จนได้รับการสลายบาปกรรมและจิตเกิดปัญญารู้ธรรม

ดังเช่นโอวาทของพระอาจารย์ซูเชน ริมโปเชที่ให้แก่พระภิกษุที่วัดของท่านว่า

“ท่านทั้งหลายมาบวชในวัดขอให้จำใส่ใจว่ามีเพียงจุดหมายหลักสองประการ คือเพื่อขัดเกลาตนเองให้สะอาดบริสุทธิ์ ให้มีเวลาและความเพียรในการทุ่มเทชีวิตจิตใจเพื่อการปฏิบัติธรรม และเพื่อศึกษาเล่าเรียนพระพุทธธรรมจนสามารถสืบพระวจนะของพระพุทธองค์ไปยังผู้คนในสังคมและในรุ่นอายุต่อไป หากมีเป้าหมายอื่นที่นอกเหนือจากนี้ ก็ขอให้ทราบว่านั่นไม่ใช่เป้าหมายของวัด”

พระในวัดจึงได้รับการสอนให้ศึกษาพระสูตร พระอรรถกถา และวิชาความรู้อันเป็นภูมิปัญญาเก่าแก่ของทิเบต เรียกว่า ศาสตร์ใหญ่ห้า ได้แก่ หัตถศิลป์ (รวมการหล่อพระ ทำงานพุทธศิลป์) ศาสตร์แห่งการบำบัดรักษา (การแพทย์) ภาษาศาสตร์ ตรรกศาสตร์ และพุทธศาสตร์

แม้ว่าในหมู่พระภิกษุผู้มีสติปัญญาดีและมีความตั้งใจที่จะทำประโยชน์แก่สรรพสัตว์ได้อย่างรวดเร็วจะมีโอกาสได้รับคำสอนเพิ่มเติมในสายตันตระและ/หรือซกเช็นซึ่งเน้นการมองโลกในอีกลักษณะและเน้นการทำสมาธิในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งเชื่อว่าจะนำไปสู่การรู้แจ้งที่รวดเร็วขึ้นเพื่อให้ได้ทำประโยชน์แก่สัตว์โลกได้เร็วขึ้น พระภิกษุโดยทั่วไปใช้เวลาส่วนใหญ่กับการศึกษาพระสูตรเป็นสำคัญ

พระภิกษุมีศีลที่กำหนดรูปแบบพฤติกรรมและการตั้งจิต จำนวนศีลมีตั้งแต่ 25 ข้อ (สำหรับสามเณร) ไปจนถึง 250 ข้อ อย่างไรก็ตาม พระภิกษุของทิเบตส่วนใหญ่ยังถือศีลมากกว่านี้ ได้แก่ ศีลโพธิสัตว์ซึ่งเป็นหัวใจของความเป็นพุทธมหายานและศีลตันตระซึ่งเน้นการปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้าตามคัมภีร์อีกชุดหนึ่งที่เรียกว่า คัมภีร์ตันตระ

หลังพระอาจารย์อตีศะ Atisha (ค.ศ. 980-1054) เข้ามาในทิเบต ท่านได้สังคายนาพระธรรมวินัย ได้สร้างระบบการปฏิบัติเพื่อเน้นวิถีของพระสูตรให้เข้มแข้ง ก่อนหน้านั้น ผู้ปฏิบัติธรรมทิเบตเป็นโยคีและโยคินีเป็นหลัก วิถีนี้ได้รับการสืบต่อและมีความรุ่งเรืองอย่างมาในสมัยพระอาจารย์ซงคาปา Tsongkhapa (ค.ศ. 1357-1419) จนกลายมาเป็นนิกายเกลุกปา ซึ่งได้กลายมามีอำนาจทางการเมืองในสังคมพุทธทิเบต

หากดูตามเป้าหมายของสายการปฏิบัติแห่งการละโลก ผู้ปฏิบัติได้รับการฝึกให้ปล่อยวางจากกระแสโลก มิได้เพื่อให้เห็นแก่ตัว ให้ดูดายต่อความทุกข์ยากของผู้คนในสังคม แต่เพื่อให้ทุ่มเทชีวิตจิตใจเพื่อการหลุดพ้นอันจะนำมาสู่การช่วยเหลือสรรพสัตว์ในหลายภพหลายชาติและได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่า นักบวชจะเอาแต่โต้วาทีธรรม หรือสวดมนต์ทำสมาธิ ในยามที่มีความจำเป็นเกิดขึ้น เช่น เกิดภัยพิบัติ เรากลับเห็นเหล่านักบวชทั้งหญิงและชายผนึกกำลังกัน ออกมาเป็นจิตอาสาเพื่อช่วยบำบัดความทุกข์ของผู้คน และในสังคมทิเบตเอง เราก็เห็นพระออกมาประท้วง แม้แต่จนเผาตัวเองตาย

เราได้พูดถึงพระภิกษุ แต่ไม่ได้พูดถึงภิกษุณีและสามเณรีซึ่งในทิเบตยังขาดความเข้มแข็ง เพราะโอกาสที่ผู้หญิงจะได้ปฏิบัติธรรรมด้วยการเกื้อกูลจากสถาบันหรือองค์กรมีน้อยมาก นักบวชต้องสร้างเรือนภาวนาเอง ต้องหาอาหารรับประทานเอง (ไม่มีระบบการออกบิณฑบาตรเหมือนในไทย) อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน เริ่มมีการสร้างสถานปฏิบัติธรรมของผู้หญิงมากขึ้น วันหนึ่ง เราคงเห็นนักบวชหญิงได้โต้วาทีธรรมและศึกษาพระธรรมอย่างเต็มที่ดังเช่น โอกาสที่นักบวชชายได้รับ

ยังมีมรรควิถีตันตระและซกเช็น (อื่นๆ) ซึ่งหล่อหลอมความเป็นพุทธทิเบตเอาไว้ หากใครปรารถนาจะเข้าใจทิเบต จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเพิกเฉยต่อการศึกษามรรควิถีเหล่านี้ และในสายทิเบตไม่ได้เน้นว่าเฉพาะผู้ออกบวชเท่านั้นจึงจะถือว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมและสามารถเข้าถึงการรู้แจ้ง

(ยังมีต่อ)

กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์

Kunga Sangbo Rinpoche’s Dharma Teachings

IMG_4383

 

บรรยายธรรมและนำภาวนา
โดย พระอาจารย์กุงกา ซังโป ริมโปเช (Kunga Sangbo Rinpoche)
18-29 กันยายน 2556

วันพุธที่ 18 กันยายน
สมาธิเพื่อเจริญปัญญาแบบทิเบต
เวลา 16.00 น. – 20.00 น. บ้านมูลนิธิพันดารา
บริการอาหารว่าง บริจาคร่วมกิจกรรมตามศรัทธา

วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน
เสวนา/ภาวนา : ตารากับการปฏิบัติพระโพธิสัตว์ในสังคมร่วมสมัย (Tara & Bodhisattva Training)
บรรยายธรรมและประกอบพิธีมนตราภิเษกพระขทิรวนีตารา (Green Tara) โดยพระอาจารย์กุงกา ซังโป ริมโปเช ปาฐกถานำและร่วมเสวนาโดย อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และคุณรสนา โตสิตระกูล ในหัวข้อปณิธานพระโพธิสัตว์กับการทำงานเพื่อสังคม
เวลา 09.00-17.00 น. ห้องประชุม 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
บริการอาหารว่างและอาหารกลางวัน บริจาคร่วมกิจกรรมตามศรัทธา

วันพฤหัสบดี-วันอาทิตย์ที่ 26-29 กันยายน
คอร์สสมาธิถึงพระแม่ตาราขาวและการปฏิบัติเพื่อให้มีอายุยืนยาว (White Tara and Long Life Retreat) ศูนย์ขทิรวัน
การปฏิบัติจบด้วยการประกอบพิธีมนตราภิเษกพระแม่ตาราขาว ผู้สนใจรับมนตราภิเษก กรุณาร่วมปฏิบัติตั้งแต่วันแรกของกิจกรรม

บรรยายเป็นภาษาทิเบต แปลเป็นไทยโดยอ.กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์

ผู้สนใจกรุณาลงทะเบียนที่ 1000tara@gmail.com

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

Tonglen Practice for Removing Self Clinging

คอร์สทงเลนเพื่อละอัตตา (อาสาฬหบูชาภาวนา) 19-23 กรกฎาคม 2556

photo-72

ขอบคุณและอนุโมทนากับกัลยาณมิตรที่มาร่วมภาวนาและตั้งปณิธานเข้าพรรษาในช่วงวันหยุดอาสาฬหบูชาที่ผ่านมา ทงเลนได้เปลี่ยนวิธีคิด วิธีการมองโลก และตั้งจิตของเรา ขอให้ธรรมะทงเลนได้ประสานเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตของเรา ขอให้ธรรมะนี้เป็นกำลังทำให้เราฝ่าฟันมรสุมแห่งสังสารวัฏไปจนกว่าเราจะเข้าถึงการหลุดพ้นเพื่อกลับมายังประโยชน์ต่อสรรพสัตว์ต่อไป

photo-71

photo-74

photo-75

photo-55

photo-78

อนุโมทนากับป้าต๋อย ป้าเงาะ เป็ด และใหม่ ที่ได้ให้การดูแลผู้ปฏิบัติธรรมและอาจารย์ทั้งสองท่านเป็นอย่างดี และขอขอบคุณพนักงานของศูนย์ขทิรวันทุกคน

ข้อคิดจากคอร์สทงเลน:

995938_10151729842712836_2001755901_n

คืนวันอาสาฬหะที่ขทิรวัน ขอความมืดบอดของอวิชชาหมดสิ้นไป

May the darkness of ignorance be removed!

971712_10151727362967836_173737319_n

photo-77

เมื่อเราเข้าใจจิตวิญญาณแห่งการภาวนา เราก็สามารถแบกรับความยากลำบากทุกอย่างได้ แม้จะเป็นการภาวนาที่ดูเป็นอุดมคติอย่างสมาธิทงเลน ที่เราได้เปลี่ยนรูปแบบของการหายใจหลัก จากการหายใจเพื่อตนเอง เป็นหายใจเพื่อผู้อื่น จากความปรารถนาที่จะดับทุกข์ตนเอง เป็นดับทุกข์ผู้อื่น เมื่อเราไม่เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง ชีวิตกลับเรียบง่ายขึ้น สมาธิกลับมีพลังขึ้น และเราค้นพบคล็ดลับสำคัญที่ทำให้มีสุขอยู่ได้แม้กายทุกข์

photo-81

ลองคิดดูว่า โลกนี้จะเป็นอย่างไร เมื่อลมหายใจแรกในเช้าวันใหม่ของเราไปพร้อมกับการตั้งจิตที่จะแบ่งเบาความทุกข์ของผู้อื่น และลมหายใจสุดท้ายก่อนเราจะหลับไปก็เป็นการตั้งจิตแบบเดียวกัน บอกตัวเองว่า ในวาระสุดท้ายของชีวิต ไม่ว่าสภาวะทางกายของเราจะเป็นเช่นไร สภาวะใจของเราจะอยู่กับลมหายใจที่อ่อนโยนและเกื้อกูลต่อสรรพสัตว์เช่นนี้

600596_451898664917050_1852340855_n

May happiness spread in the air.
May an ocean of suffering dry out…

หากข้าพเจ้าสุข ขอมอบความสุขให้แก่ผู้ปรารถนาความสุข ขอความสุขแพร่ไปในอากาศ
หากข้าพเจ้าทุกข์ ขอแบกรับความทุกข์ของสัตว์ทั้งหลาย ขอทะเลแห่งความทุกข์เหือดแห้งหายไป…

ที่ระลึกจากการปฏิบัติทงเลนเพื่อการละอัตตา 19-23 พฤษภาคม 2556

Mind Training for the Youth

12-14 July 2013
photo-4520130713_080923-1
 photo-62
วันที่ 12-14 ที่ผ่านมานี้ มูลนิธิพันดาราได้ให้การอบรมด้านจิตใจและคุณธรรมผ่านการภาวนาและวัฒนธรรมทิเบตแก่นักศึกษาภาษาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน 17 คน รวมอาจารย์วิชาติ บูรณะประเสริฐ ผู้พานักศึกษามาเข้ารับการอบรม และอาจารย์บุ๋ม ซึ่งได้มาร่วมภาวนาด้วย
photo-69
photo-37
ช่างเป็นความเบิกบานยินดีที่พวกเราได้ใช้ชีวิตร่วมกัน ได้ทำกิจกรรมมากมายเพื่อให้ได้สัมผัสและเข้าถึงกรุณาและปัญญา
photo-53
 ขอนักศึกษาอย่าลืมรดน้ำต้นโพธิ์ในหัวใจแม้คอร์สของเราจะจบแล้ว อย่าลืมความเชื่อมโยงระหว่างภาษาศาสตร์กับภาษาธรรมและการเจริญสติ ให้ทั้งรู้ตัวและเบิกบาน
20130713_080555
photo-17
20130713_081455-1
ขอขอบคุณและอนุโมทนากับอ.วิชาติที่ได้จัดโครงการนี้ และขอบคุณมหาวิทยาลัยธรรมศาสคร์ที่อนุมัติและสนับสนุนโครงการ
20130713_071824
20130713_073154

photo-5

photo-21photo-41

Impression from Tonglen Practice 11-13 May 2013

จากใจผู้ปฏิบัติคอร์สทงเลนเพื่อละอัตตา 11-13 พคที่ผ่านมา สรุปเนื้อหาจากการอบรมและแบ่งปันประสบการณ์ภาวนาได้อย่างน่าประทับใจมากค่ะ
________________

945876_452717088145424_238692086_n
3 วัน ระหว่างฉันกับทงเลน

ดังพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งหลายทรงเจริญโพธิจิต
ด้วยผลบุญที่ข้าพเจ้าได้ทำในสามกาล
ข้าพเจ้าขอเจริญโพธิจิต
เพื่อสรรพสัตว์ทั้งหลายได้เข้าถึงพระสัมมาสัมโพธิญาณ

บทเจริญโพธิจิต บทสวดมนตร์แรกที่ผมได้สาธยายในการเข้าร่วมภาวนาทงเลนเพื่อการละอัตตาของมูลนิธิพันดาราในครั้งนี้ โพธิจิตหรือจิตที่ปรารถนาจะยังประโยชน์เพื่อสรรพสัตว์ ผมรู้สึกว่าเป็นจิตที่ยิ่งใหญ่และไกลตัวจัง เราเป็นแค่ปุถุชนคนแสนธรรมดาจะมีได้เหรอ และถ้าไม่มีโพธิจิต ผมจะยังปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรมได้หรือไม่

เพียงแค่คิดในใจนิดเดียว อาจารย์กฤษดาวรรณ คุรุทางธรรมของผม และท่านยังเป็นครูผู้นำภาวนา ก็เหมือนจะรู้ทุกอย่าง เพราะครูได้กล่าวต่อมาในทันทีว่า โพธิจิตเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสิ่งที่จะโตและงอกเงยขึ้นไป ถ้าไม่มีเมล็ดพันธุ์แล้ว แม้ว่าดิน น้ำ หรืออากาศ จะพร้อมสักแค่ไหน ก็ไม่สามารถที่จะปรากฏดอกผลออกมาได้ สรุปว่าถ้าไม่มีโพธิจิตแล้ว คงจะปฏิบัติธรรมไม่รุ่งเป็นแน่

เราทุกคนมีโพธิจิตอยู่แล้ว เพียงแต่บางครั้งอาจถูกบดบังด้วยกิเลสตัณหานานาชนิด จนเราไม่เคยเห็นจิตเดิมแท้ของตัวเองที่กระจ่างใส ครูกล่าวอย่างให้กำลังใจตามมา แต่ผมยังคงคิดว่าโพธิจิตของตัวเอง คงซุกซ่อนได้อย่างเงียบเชียบที่สุด ผมจึงแทบจะมองไม่เห็นแม้แต่เงา

ครูเห็นท่าว่าผู้ร่วมภาวนาจะเริ่มถอดใจจากแค่การบำเพ็ญโพธิจิตในบทเรียนแรก จึงลองให้ทุกคนได้ทบทวนตนเองถึงวันเวลาที่ผ่านมา ว่ามีสิ่งใดบ้างที่เราเคยได้ทำให้กับผู้อื่นด้วยใจจริง แล้วจึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน จากกิจกรรมเพียงเท่านี้ได้ก่อร่างสร้างความปีติเล็กๆให้กับทุกคน เพราะต่างได้เรียนรู้ว่า มนุษย์เป็นผู้ที่มีความรัก เมตตา และกรุณา ซ่อนอยู่แล้วในจิตใจทั้งสิ้น และพร้อมที่จะเปิดเผยตัวตนเสมอเมื่ออยู่ในวาระอันเหมาะสม คุณสมบัตินี้มีอยู่ในมนุษย์ทุกคน รวมทั้งตัวของผมเองด้วย

ต่อมาจึงเข้าสู่การเรียนรู้เรื่องภาวนาทงเลน คำว่า “ทงเลน” เป็นภาษาทิเบต มาจากศัพท์ 2 คำ คือ คำว่า “ทง” แปลว่าส่ง ซึ่งหมายถึง การส่งความรัก การให้ด้วยความรัก ไม่ใช่การให้ที่เป็นแบบให้ไปงั้นๆหรือให้แบบไม่เต็มใจ น่าจะประมาณคำว่าเมตตาที่เรารู้จักกันดี (แต่ทำกันได้บ้าง ไม่ได้บ้าง) ส่วนคำว่า “เลน” แปลว่าเอามา คือการเอาความทุกข์ของผู้อื่นเข้ามา เอาความทุกข์กายทุกข์ใจทั้งหลายของสรรพสัตว์น้อมเข้ามาใส่ตัวเราเอง โห! ฟังแล้วอึ้งเลย การให้ว่ายากแล้ว แต่ที่จะเอาเข้ามานี่สิ ยากซะยิ่งกว่า แค่ให้อย่างเดียวยังไม่พอเหรอ ไม่เอาได้มั้ย ยังคิดไม่ทันจบ ครูผู้รู้ความคิดของผม (อีกแล้ว) ได้กล่าวต่ออย่างทันควันว่า เราทุกคนจะมีความสุขไม่ได้เลย ถ้ายังมีความทุกข์อยู่ในตัว ดังนั้น ถ้าเราไม่ช่วยแบ่งเบาความทุกข์ของเขาออกมา จะให้เท่าไรก็ไม่สามารถที่จะทำให้เขามีความสุขได้ ซึ่งสิ่งนี้แหละที่ชาวพุทธเรียกกันว่า กรุณา ฟังแล้วก็เข้าใจนะครับ แต่จะทำได้หรือไม่ได้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับครู

หลังการเรียนรู้ภาคทฤษฎีผ่านพ้นไปก็มาถึงเวลาแห่งการปฏิบัติ การฝึกขัดเกลาจิตใจของเราให้มีความรัก เมตตา และกรุณา เพื่อให้เข้าถึงการละตัวตนในที่สุด ครูให้เริ่มคิดถึงคนที่เรารักก่อน หายใจเข้า น้อมนำความทุกข์และเหตุแห่งทุกข์เข้ามาใส่ตัว หายใจออก นำความสุขและสาเหตุแห่งสุขมาให้ ผมเริ่มต้นจากการคิดถึงแม่เป็นคนแรก ผมสามารถทำได้อย่างสนิทใจเลยที่จะมอบความสุขทั้งปวงบนโลกใบนี้ให้แม่ และพร้อมที่ยอมรับความทุกข์ทั้งหมดทั้งสิ้นเข้ามาใส่ตัว จากนั้นก็เริ่มเปลี่ยนไปคิดถึงคนอื่นๆที่เรารัก ผมคิดว่าโพธิจิตของผมน่าจะเริ่มแสดงตนออกมาบ้างแล้ว

ต่อมาครูให้คิดถึงคนที่เรามีความขัดแย้ง หายใจออก นำความสุขและสาเหตุแห่งสุขมาให้ ผมรู้สึกว่าลมหายใจไม่ค่อยราบเรียบเหมือนเดิม หายใจเข้า น้อมนำความทุกข์และเหตุแห่งทุกข์เข้ามาใส่ตัว ผมหายใจเข้ามาครึ่งลมหายใจแล้ว ทันใดนั้นลมหายใจก็ชะงักลงอย่างทันที ผมตกใจกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เอ๊ะ นี่ใจของผมแคบขนาดนี้เลยหรือเนี่ย โพธิจิตเมื่อกี้นี้หายไปไหนกันหมด

ตลอด 3 วันที่เรียนรู้ ภาวนา และฝึกสมาธิทงเลน ผมได้รู้จักจิตใจของตนเองเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ได้เรียนรู้ถึงความคับแคบและความไพศาลของจิตไปพร้อมๆกัน ได้รู้ว่าความรักและความเห็นแก่ตัวของผมเองนั้นมันมากซะเหลือเกิน ส่วนความรักที่มีต่อผู้อื่นทำไมถึงน้อยนิดเช่นนี้ แถมบางครั้งยังงงด้วยซ้ำว่าทำไมผมต้องรักสรรพสัตว์ที่ไม่เคยรู้จักด้วย

วันเวลาผ่านไป พร้อมความเข้าใจที่ผ่านเข้ามา ผมได้รู้แล้วว่าเพราะโพธิจิตนี่เอง ที่อยู่เบื้องหลังและเป็นพลังทั้งหมดของการทำทงเลน เพราะโพธิจิต จึงทำให้เรามีความรักความเมตตาที่ปราศจากเงื่อนไขทั้งปวง เพราะโพธิจิต จึงทำให้เรากรุณามากพอที่จะยอมแบกรับความทุกข์ทั้งปวงด้วยใจที่กล้าหาญ และเพราะโพธิจิต จึงทำให้เรามีปณิธานที่แน่วแน่ในการที่จะยังประโยชน์เพื่อผู้อื่นอย่างไม่สั่นคลอน

การมอบความสุขหรือการน้อมนำความทุกข์เข้ามาใส่ตัวนั้น ผมว่าจะง่ายขึ้นมากเมื่อเรามีความรักเป็นตัวเชื่อม และความรักนั้นจะบังเกิดขึ้นได้ จากการที่เราสำนึกได้ว่าเราทั้งหมดล้วนแต่เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน เขาอาจจะเคยเป็นแม่ของเราในชาติใดชาติหนึ่งก็ได้ แม่ในชาตินี้รักเราอย่างไร แม่ในทุกๆชาติก็รักเราอย่างนั้น และเรารักแม่ในชาตินี้อย่างไร เราก็รักแม่ในทุกๆชาติอย่างนั้น เราและสรรพสัตว์ทั้งปวงต่างเคยเกิดมาเป็นแม่ลูกกัน ต่างเคยรักกันมาก่อน หากเรารักแม่ในชาตินี้มาก จะเป็นไปได้มั้ยที่เราจะเผื่อแผ่ความรักนั้นไปให้กับแม่ในชาติก่อนๆบ้าง ผมคงไม่ต้องหาเหตุผลแล้วว่าทำไมเราต้องรักสรรพสัตว์ที่ไม่เคยรู้จักด้วย เพราะตอนนี้ผมเริ่มรักพวกเขาเข้าแล้ว

ชั่วโมงท้ายของการภาวนา การใช้ลมหายใจเพื่อผู้อื่น เริ่มจากบุคคลที่เรารัก สรรพสัตว์ และผู้ที่เรามีความขัดแย้ง ครั้งนี้ลมหายใจของผมมีแต่ความเบิกบาน พร้อมที่จะมอบความรักและน้อมรับความทุกข์จากสรรพชีวิต รวมถึงผู้ที่ครั้งหนึ่งผมเคยรู้สึกว่าเขาเป็นศัตรู แวบหนึ่งที่ผมแอบคิดว่าเขาจะได้รับความสุขมากมายที่ผมส่งมาให้มั้ยนะ และความทุกข์ของเขาจะบางเบาลงจนหมดสิ้นไปหรือยัง แวบนั้น จิตใจของผมเองต่างหากที่ได้รับความสุขและจางคลายจากความทุกข์ทั้งปวง ใจของผมได้รับการเยียวยาจนไม่เหลือความเกลียดชังอีกแล้ว ผมเข้าใจอย่างแท้จริงเลยว่า โพธิจิต ทงเลน หรือการทำเพื่อผู้อื่นนั้น มีพลานุภาพที่จะนำศานติมาสู่โลกได้อย่างมากมายเพียงใด และผมยังได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งในคำสอนของครูที่ว่า ให้ทำเพื่อผู้อื่นจนไม่คิดถึงตนเอง เพราะวันใดที่ไม่มีตัวเอง วันนั้นคือการบรรลุธรรม
ด้วยสภาวะแห่งพระรัตนตรัยและความเป็นธรรมดา

ไม่ว่าสรรพสัตว์จะทุกข์สุขเพียงไร
ขอให้ข้าพเจ้าได้ร่วมทุกข์และสุขนั้น

ภิญโญ ศรีวีระชัย.