The Life and Works of Tsulchen Rinpoche (2)

The Sun of Teachings, Tsulchen Thegchog Tempai Nyima Rinpoche (2)

The meaning of Rinpoche’s name is ‘the sun of teachings of noble sect’. He was born in Dzakhog township in Derge, Kham region of eastern Tibet. This was the same hometown of Shardza Tashi Gyaltsen Rinpoche (1859-1934) who realized the rainbow body of the great Phowa Dzogchen, and was also the root guru of the 2nd Tsulchen Rinpoche.

Tsulchen Rinpoche was born into a large agricultural family. His father named Ambum came from a pure clan. His mother named Okar Lamtsho. The year that he was born was the 16th year of the Tibetan’s sixty year cycle (Rabchung), which was called “Wangchug” meaning bountiful, prosperity, and powerful. Accordingly, it was in the year of Fire-Ox, on a Thursday, waxing moon day. Both parents had auspicious dreams. While his mother was giving birth there were also many auspicious signs: pleasant smell of fragrance filled the air inside and outside of their home, the sound of a dragon, bountiful rain, as well as an appearance of the rainbow.

At that time, Gyaltsab Lodro Gyatso, who was a representative of Shardza Rinpoche came to their house and bestowed the empowerment for long life. He rejoiced in the occasion and gave the prediction that the boy will be the important holder of Yungdrung Bon’s teaching. He urged the parents to take good care of their son.

The young boy studied Tibetan linguistics and grammar with ease. Terton Kalsang Tempai Gyaltsen and Gyaltsab Lodrol Gyatso gave him the name “Chime Thegchog Tempai Nyima” which means ‘the sun of teachings of noble sect, the immortal one.” It is an auspicious name that has outer, inner, and innermost meanings.

When he was four years old, the boy who later became Tsulchen Rinpoche was recognized as the reincarnated 2nd Tsulchen Rinpoche. This recognition was upheld from many prophecies that led to the investigation until they found the boy with such characteristics in his own root guru’s (Shardza Rinpoche) hometown.

In the year of the dragon, on 13th of the first month, he was enthroned at Tokden monastery which was more than a thousand kilometers from his hometown. At that time, traveling across region was a difficult journey that can be done mainly on foot or by animal ride.

To receive and welcome him, there were dharma practitioners, disciples of the previous Tsulchen Rinpoche, and devotees of Yungdrung Bon and other schools including King Meu (King of Ngawa). At such a young age, he could miraculously recite prayers to remove obstacles and dedication prayers.

Thanks to Migmar for her help with the translation.

Advertisements

The Life and Works of Tsulchen Rinpoche

The Sun of Teachings, His Eminence Tsulchen Thegchog Tempai Nyima Rinpoche (1)

H.E. Tsulchen Thegchog Tempai Nyima Rinpoche is a senior dharma master from the Bon Buddhist tradition at Tokden Monastery in Amdo, Tibet. Currently, Rinpoche is one of the most important lineage holders of the Kundrol Dragpa and Shardza Tashi Gyaltsen teachings. He is the closest dharma friend of Kundrol Mongyal Lhasey Rinpoche.

The detail of his life and teachings are shared on the occasion of Tsulchen Rinpoche’s upcoming visit to Thailand during December 13-23, 2017 to give teachings, and oral transmissions as well as chair the Phapa offering ceremony for the World Peace Great Stupa under construction at Kundrol Ling, Thailand.

This biography of Tsulchen Rinpoche is compiled from a collection of teachings by Tsulchen Rinpoche as well as an interview with Ajarn Meu Yonten, who spent 27 years at Tokden Monastery under guidances of Tsulchen Rinpoche and the late Triwa Rinpoche.

Tokden Monastery

Tsulchen Thegchog Tempai Nyima Rinpoche is a Tulku (reincarnated lama) of Maha Pundita Tsultrim Tempai Gyaltsen who was the 2nd Tsulchen Rinpoche, therefore he becomes the 3rd Tsulchen Rinpoche. However, from the main guru lineage (Larab) of Tokden Monastery he is the 13th guru.

Formerly, Tokden Monastery was a hermitage of tantric yogis and yoginis, and the name Tokden was not used. Its history can be dated back since the year 1385 (B.E. 1928).

In 1966, a learned monk called Tokden Yungdrung Tsultrim came to stay in a retreat in the hermitage and transformed the place into a monastery. He was hence the first guru of the monastery or the First Larab.

Also at that time Token Yungdrung Tsultrim invited three masters who were descendants of Buddha Tonpa Shenrab, namely Shenten Phuntsog Wangyal, Shen Jowo Leg, and Shen Sonam Temba, to Tokden monastery. They all traveled for many months from Tsang province in central Tibet to Ngawa (Aba) in Amdo.

The Shenrab clan (Shentshang) is therefore continued uninterruptedly at Tokden until today. All the three Shens were patrons of the main assembly hall which was constructed with 20 pillars. They also sponsored the casting and consecration of statues. Previously when the monastery was a hermitage there was no main assembly hall; therefore, the consecration and prayers were conducted at the master’s private residence.

Subsequently, the main disciple of Tokden Yungdrung Tsultrim named Sonam Phuntsog and Tsultrim Yeshe who were shepherds, were later ordained. They practiced according to the teachings of their root guru.

In particular, they practiced “Nyensa Trim” or the wandering practice of Chod (cutting through the ego), visiting numerous places such as a hundred of mountains, a hundred of cemeteries, a hundred of villages, a hundred of high plains, and a hundred of water sources. Both had undertaken pilgrimage to these places together with the two sheep that carried their food.

The two traveled all over central region, to spiritual places such as those related to the Shenrab lineage in Tsang, Mount Kongbo Bonri, Lhasa, Mount Kailash, as well as borders of northern Nepal. They received many empowerments and teachings from Shentshang’s seat including the practice of Sipa Gyalmo on her red mule ride, which enabled the practice of Shenrab lineage continue uninterruptedly at Tokden monastery until today.

 

บทสวดมนต์ทิเบตเพื่อผู้จากไป


บทสวดดวงประทีปแห่งอัญมณีอันเปี่ยมไปด้วยความหมาย
คำภาวนาถึงพระพุทธเจ้าเมินลัม ทาเย1
(ซังเจ เมินลัม ทาเย ลา เมินซิก เตนชก รินเช็น เตรินเม กูมา ทงวา เทินเต็น ฉู)

เอมาโฮ

นุบชก เตวา แจนจิ ฉิงคัม ซุ
ณ พุทธเกษตรแห่งมหาสุขด้านทิศตะวันตก

เมินลัม ทาเย ซังเจ เออมิ จูร์
พระพุทธเจ้าเมินลัม ทาเย ผู้มีแสงอันไม่เปลี่ยนแปลง

เกียวา ลาฉี เยเช็น เซ็มปา เจด
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้งสี่และพระมหาโพธิสัตว์ทั้งแปด

โกเว เชนฉี เซ็มปา ทรังเม คอร์
จตุทวารบาลและพระโพธิสัตว์องค์บริวารมากมาย

ตุกเง แลเชด นัมเทรอ เตจิด ชก
(แดนแห่งนี้) ปราศจากความทุกข์ มีแต่ความสุขแห่งมหาวิมุตติ

ฉิงเต เยินเต็น เฉเช เจิดแล เต
คุณสมบัติอันประเสริฐแห่งสุขาวดีมิอาจพรรณนาได้

ซังเจ เมินลัม ทาเย ตูนทรุง ตุ
ณ เบื้องพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าเมินลัม ทาเย

นุบชก เตวา แจนเต เจวา โช
ขอให้ (ตั้งจิตถึงผู้จากไป) ได้เกิดในแดนสุขาวดีแห่งทิศตะวันตกด้วยเทอญ

โอม มา ตรี มู เย ซา เล ดู

เฉตัง จูชัก เญวา ซาทรัง เจด
ด้วยสั่งสมโทสะ จึงเกิดเป็นสัตว์นรกที่ทนทุกข์ในขุมร้อนและเย็น

เตอฉัน จูชัก ยีตัก เตรกม ตุง
ด้วยสั่งสมโลภะ จึงเป็นเปรตที่มีทุกข์จากความหิวและกระหาย

ติมุก จูชัก เชอชง เลนกุก มง
ด้วยสั่งสมโมหะ จึงเป็นสัตว์เดรัจฉานที่มีจิตมืดมนและโง่เขลา

แงนซง ซุมจิ ตุกเง ยาเร งา
ผู้ประสบทุกข์จากอบายภูมิทั้งสาม ช่างน่าสงสาร!

เตแล ทาเตอ โตรวา โพโม นัม
สรรพสัตว์ชายหญิงผู้ปรารถนาการหลุดพ้นจากสภาวะนี้

ฉิงเต เยินเต็น เทรนฉิง เมินซิก กิ
ด้วยพลังแห่งคำอธิษฐานและการนึกถึงคุณสมบัติแห่งสุขาวดี

ซังเจ เมินลัม ทาเย ตูนทรุง ตุ
ณ เบื้องพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าเมินลัม ทาเย

นุบชก เตวา แจนเต เจวา โช
ขอให้ (ตั้งจิตถึงผู้จากไป) ได้เกิดในแดนสุขาวดีแห่งทิศตะวันตกด้วยเทอญ

โอม มา ตรี มู เย ซา เล ดู

ทรักตก จูชัก ทาคบ อูฉิง พง
ด้วยสั่งสมความอิจฉาริษยา จึงเกิดมายากไร้และเป็นอนารยชน

งาเกีย จูชัก ลามิน ทักเซอ เจด
ด้วยสั่งสมความหยิ่งยโส จึงเป็นอสูรที่วิวาทและทำศึกสงคราม

เลเลอ จูชัก ลามิน ทักเซอ เจด
ด้วยสั่งสมความเกียจคร้าน จึงเป็นเทวดาที่มีทุกข์จากการตกสวรรค์

เลเลอ จูชัก ลานัม พัมฉิง ตุง
ผู้ประสบทุกข์จากสุคติภูมิทั้งสาม ช่างน่าสงสาร!

เตโตร ซุมนาอัง ตุกเง ยาเร งา
สรรพสัตว์ชายหญิงผู้ปรารถนาการหลุดพ้นจากสภาวะนี้

ฉิงเต เยินเต็น เทรนฉิง เมินซิก กิ
ด้วยพลังแห่งคำอธิษฐานและการนึกถึงคุณสมบัติแห่งสุขาวดี

ซังเจ เมินลัม ทาเย ตูนทรุง ตุ
ณ เบื้องพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าเมินลัม ทาเย

นุบชก เตวา แจนเต เจวา โช
ขอให้ (ตั้งจิตถึงผู้จากไป) ได้เกิดในแดนสุขาวดีแห่งทิศตะวันตกด้วยเทอญ

โอม มา ตรี มู เย ซา เล ดู

ตุกเง จูชัก วาโด ตงแฉน ชัก
ด้วยสั่งสมกิเลสทั้งห้า จึงยึดติดกับภาพลวงในบาร์โด

จูทรุก บับชู วาโด เกียมโซ ฉิน
(เกิดและดับ) ดุจดังสายน้ำทั้งหกในมหาสมุทรแห่งบาร์โด

ฉีเช ตุตเทรด เชกม ชาเตร เค
ประสบมารแห่งความตายและภูติที่แย่งอาหารและเครื่องดื่ม

ยีซุก งาลู ชีเม ลูมา เญ
ปราศจากร่างที่เคยมีและยังไม่ได้ร่างแห่งภพชาติใหม่

เตแล ทาเตอ โตรวา โพโม นัม
สรรพสัตว์ชายหญิงผู้ปรารถนาการหลุดพ้นจากสภาวะนี้

ฉิงเต เยินเต็น เทรนฉิง เมินซิก กิ
ด้วยพลังแห่งคำอธิษฐานและการนึกถึงคุณสมบัติแห่งสุขาวดี

ซังเจ เมินลัม ทาเย ตูนทรุง ตุ
ณ เบื้องพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าเมินลัม ทาเย

นุบชก เตวา แจนเต เจวา โช
ขอให้ (ตั้งจิตถึงผู้จากไป) ได้เกิดในแดนสุขาวดีแห่งทิศตะวันตกด้วยเทอญ

โอม มา ตรี มู เย ซา เล ดู

เกียเว ฉิงคัม ซังฉิง ญัมกา วา
ณ แดนพุทธเกษตรวิจิตรงดงาม

เกียเว กุนเงอ เมินลัม ทาเย ทรุง
ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าเมินลัม ทาเยและพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

เกียเว ฉิงเต เปเม ซูเจ เน
ขอให้ได้ถือกำเนิดในดอกบัวในพุทธเกษตรแห่งนี้
เกียวา เกียมเซอ ฉิงเต เคอเน นิ
ได้ดำรงอยู่ในดินแดนแห่งพระชินเจ้าจำนวนมาก

ตูเช ฉิงลาเซเม ทรัง ทาเย
แดนแห่งไวไนยสัตว์มีมากมายนับไม่ถ้วน

ตูเว ทับทุก มากัก กังตู เล
ด้วยอุบายและความกรุณาอย่างไม่หยุดยั้ง

ตูเช เพินโก เตฉิน เตินนู เน
ขอให้สอนพระธรรมตามแต่จริตของไวไนยสัตว์

ตูเช โตรกูน คาญัม ลงซก โช
ขอให้สรรพสัตว์ท้งหลายซึ่งมีมากมายเทียบเท่าท้องฟ้า
ได้บรรลุสภาวะแห่งการหลุดพ้นด้วยเทอญ

โอม มา ตรี มู เย ซา เล ดู

—-
1  พระนาม “เมินลัม ทาเย” แปลว่า ภาวนาหรือปณิธานอันไม่มีที่สิ้นสุด เป็นอีกพระนามของพระพุทธเจ้าอมิตาภะ พระนามที่แพร่หลายอื่นๆ อาทิ เออปัก เม “พระผู้มีแสงอันไม่มีที่สิ้นสุด (อมิตาภะ) และ ”นังวา ทาเย” ปรากฏการณ์อันไม่มีที่ส้ินสุด

บทภาวนาเพื่อผู้ล่วงลับตามประเพณีทิเบต

เพื่อนเอย
อย่าหลับใหลในความมืดบอดของอวิชชา
ที่ปกคลุมไปทั่วนภากาศ
แต่ตื่นขึ้นมา สดับธรรมแล้วใคร่ครวญ
ดวงประทีปแห่งริกปะฉายฉานอยู่ภายใน
ราชาแห่งปัญญาเปี่ยมด้วยศักยภาพ
สามารถพาเราไปสู่การหลุดพ้น
พอเสียที เราได้หลับมาหลายภพหลายชาติ
ตื่นขึ้นมา หมั่นเพียรทำกุศลด้วยกาย วาจา ใจ
เกิด แก่ เจ็บ ตาย ยาวนานเหมือนสายน้ำ
ทะเลแห่งสังสารวัฏให้ความสุขเพียงน้อยนิด
แต่เปี่ยมด้วยคลื่นแห่งความทุกข์มิรู้จบ

 

Great Stupa in Tibet

While we mourn the damage of the Sulamani Pagoda from the earthquake in Myanmar, we rejoice in the recent completion of this great stupa in Kham Tibet.

14089118_10154421045122836_1939367107413649740_n
ขณะที่เราเศร้าเสียใจที่เห็นพระเจดีย์ที่พุกามยอดหักจากแผ่นดินไหว เราก็มีความปีติยินดีและเปี่ยมด้วยความหวังเมื่อเห็นพระสถูปองค์นี้ก่อสร้างเสร็จและผ่านการสมโภชเพื่อประโยชน์ของสรรพสัตว์เมื่อไม่กี่วันก่อน
ภาพ : พระสถูปที่แคว้นคาม ทิเบต สร้างตามแบบพระสถูปโพธนาถในเนปาล สร้างอย่างงดงามและสมบูรณ์แบบด้วยความใส่ใจต่อประเพณี

Three Kayas

མདོ་ལས།

བོན་ཉིད་བདེན་པའི་སྐུ་ནི་མཁའ་བཞིན་དུ་སྟོང་།།
ལོངས་སྤྱོད་རྫོགས་པའི་སྐུ་ནི་ཉི་ཟླ་བཞིན་དུ་གསལ།།
ཅིར་ཡང་སྤྲུལ་བའི་སྐུ་ནི་གཞའ་ཚོན་བཞིན་དུ་བཀྲ།།

ཞེས་པས་སོ།།

 

13938468_1064315870318873_2405257056702851564_n.jpg

The Nature Body is empty like the sky.
The Perfection Body is radiantly clear like the sun and the moon.
The Emanation Body is colorful like rainbows.

Buddha Tonpa Shenrab

กายธรรม ว่าง ไพศาลดุจท้องฟ้า
สัมโภคกาย กระจ่าง ชัดใสดุจพระอาทิตย์ พระจันทร์
นิรมาณกาย หลากหลายสีสันดุจรุ้งกินน้ำ

พระพุทธเจ้า เติมปา เชนรับ

 

 

Many thanks to Boe Norbu Dawa for the lovely poster.