บทสวดมนต์ทิเบตเพื่อผู้จากไป


บทสวดดวงประทีปแห่งอัญมณีอันเปี่ยมไปด้วยความหมาย
คำภาวนาถึงพระพุทธเจ้าเมินลัม ทาเย1
(ซังเจ เมินลัม ทาเย ลา เมินซิก เตนชก รินเช็น เตรินเม กูมา ทงวา เทินเต็น ฉู)

เอมาโฮ

นุบชก เตวา แจนจิ ฉิงคัม ซุ
ณ พุทธเกษตรแห่งมหาสุขด้านทิศตะวันตก

เมินลัม ทาเย ซังเจ เออมิ จูร์
พระพุทธเจ้าเมินลัม ทาเย ผู้มีแสงอันไม่เปลี่ยนแปลง

เกียวา ลาฉี เยเช็น เซ็มปา เจด
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้งสี่และพระมหาโพธิสัตว์ทั้งแปด

โกเว เชนฉี เซ็มปา ทรังเม คอร์
จตุทวารบาลและพระโพธิสัตว์องค์บริวารมากมาย

ตุกเง แลเชด นัมเทรอ เตจิด ชก
(แดนแห่งนี้) ปราศจากความทุกข์ มีแต่ความสุขแห่งมหาวิมุตติ

ฉิงเต เยินเต็น เฉเช เจิดแล เต
คุณสมบัติอันประเสริฐแห่งสุขาวดีมิอาจพรรณนาได้

ซังเจ เมินลัม ทาเย ตูนทรุง ตุ
ณ เบื้องพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าเมินลัม ทาเย

นุบชก เตวา แจนเต เจวา โช
ขอให้ (ตั้งจิตถึงผู้จากไป) ได้เกิดในแดนสุขาวดีแห่งทิศตะวันตกด้วยเทอญ

โอม มา ตรี มู เย ซา เล ดู

เฉตัง จูชัก เญวา ซาทรัง เจด
ด้วยสั่งสมโทสะ จึงเกิดเป็นสัตว์นรกที่ทนทุกข์ในขุมร้อนและเย็น

เตอฉัน จูชัก ยีตัก เตรกม ตุง
ด้วยสั่งสมโลภะ จึงเป็นเปรตที่มีทุกข์จากความหิวและกระหาย

ติมุก จูชัก เชอชง เลนกุก มง
ด้วยสั่งสมโมหะ จึงเป็นสัตว์เดรัจฉานที่มีจิตมืดมนและโง่เขลา

แงนซง ซุมจิ ตุกเง ยาเร งา
ผู้ประสบทุกข์จากอบายภูมิทั้งสาม ช่างน่าสงสาร!

เตแล ทาเตอ โตรวา โพโม นัม
สรรพสัตว์ชายหญิงผู้ปรารถนาการหลุดพ้นจากสภาวะนี้

ฉิงเต เยินเต็น เทรนฉิง เมินซิก กิ
ด้วยพลังแห่งคำอธิษฐานและการนึกถึงคุณสมบัติแห่งสุขาวดี

ซังเจ เมินลัม ทาเย ตูนทรุง ตุ
ณ เบื้องพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าเมินลัม ทาเย

นุบชก เตวา แจนเต เจวา โช
ขอให้ (ตั้งจิตถึงผู้จากไป) ได้เกิดในแดนสุขาวดีแห่งทิศตะวันตกด้วยเทอญ

โอม มา ตรี มู เย ซา เล ดู

ทรักตก จูชัก ทาคบ อูฉิง พง
ด้วยสั่งสมความอิจฉาริษยา จึงเกิดมายากไร้และเป็นอนารยชน

งาเกีย จูชัก ลามิน ทักเซอ เจด
ด้วยสั่งสมความหยิ่งยโส จึงเป็นอสูรที่วิวาทและทำศึกสงคราม

เลเลอ จูชัก ลามิน ทักเซอ เจด
ด้วยสั่งสมความเกียจคร้าน จึงเป็นเทวดาที่มีทุกข์จากการตกสวรรค์

เลเลอ จูชัก ลานัม พัมฉิง ตุง
ผู้ประสบทุกข์จากสุคติภูมิทั้งสาม ช่างน่าสงสาร!

เตโตร ซุมนาอัง ตุกเง ยาเร งา
สรรพสัตว์ชายหญิงผู้ปรารถนาการหลุดพ้นจากสภาวะนี้

ฉิงเต เยินเต็น เทรนฉิง เมินซิก กิ
ด้วยพลังแห่งคำอธิษฐานและการนึกถึงคุณสมบัติแห่งสุขาวดี

ซังเจ เมินลัม ทาเย ตูนทรุง ตุ
ณ เบื้องพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าเมินลัม ทาเย

นุบชก เตวา แจนเต เจวา โช
ขอให้ (ตั้งจิตถึงผู้จากไป) ได้เกิดในแดนสุขาวดีแห่งทิศตะวันตกด้วยเทอญ

โอม มา ตรี มู เย ซา เล ดู

ตุกเง จูชัก วาโด ตงแฉน ชัก
ด้วยสั่งสมกิเลสทั้งห้า จึงยึดติดกับภาพลวงในบาร์โด

จูทรุก บับชู วาโด เกียมโซ ฉิน
(เกิดและดับ) ดุจดังสายน้ำทั้งหกในมหาสมุทรแห่งบาร์โด

ฉีเช ตุตเทรด เชกม ชาเตร เค
ประสบมารแห่งความตายและภูติที่แย่งอาหารและเครื่องดื่ม

ยีซุก งาลู ชีเม ลูมา เญ
ปราศจากร่างที่เคยมีและยังไม่ได้ร่างแห่งภพชาติใหม่

เตแล ทาเตอ โตรวา โพโม นัม
สรรพสัตว์ชายหญิงผู้ปรารถนาการหลุดพ้นจากสภาวะนี้

ฉิงเต เยินเต็น เทรนฉิง เมินซิก กิ
ด้วยพลังแห่งคำอธิษฐานและการนึกถึงคุณสมบัติแห่งสุขาวดี

ซังเจ เมินลัม ทาเย ตูนทรุง ตุ
ณ เบื้องพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าเมินลัม ทาเย

นุบชก เตวา แจนเต เจวา โช
ขอให้ (ตั้งจิตถึงผู้จากไป) ได้เกิดในแดนสุขาวดีแห่งทิศตะวันตกด้วยเทอญ

โอม มา ตรี มู เย ซา เล ดู

เกียเว ฉิงคัม ซังฉิง ญัมกา วา
ณ แดนพุทธเกษตรวิจิตรงดงาม

เกียเว กุนเงอ เมินลัม ทาเย ทรุง
ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าเมินลัม ทาเยและพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

เกียเว ฉิงเต เปเม ซูเจ เน
ขอให้ได้ถือกำเนิดในดอกบัวในพุทธเกษตรแห่งนี้
เกียวา เกียมเซอ ฉิงเต เคอเน นิ
ได้ดำรงอยู่ในดินแดนแห่งพระชินเจ้าจำนวนมาก

ตูเช ฉิงลาเซเม ทรัง ทาเย
แดนแห่งไวไนยสัตว์มีมากมายนับไม่ถ้วน

ตูเว ทับทุก มากัก กังตู เล
ด้วยอุบายและความกรุณาอย่างไม่หยุดยั้ง

ตูเช เพินโก เตฉิน เตินนู เน
ขอให้สอนพระธรรมตามแต่จริตของไวไนยสัตว์

ตูเช โตรกูน คาญัม ลงซก โช
ขอให้สรรพสัตว์ท้งหลายซึ่งมีมากมายเทียบเท่าท้องฟ้า
ได้บรรลุสภาวะแห่งการหลุดพ้นด้วยเทอญ

โอม มา ตรี มู เย ซา เล ดู

—-
1  พระนาม “เมินลัม ทาเย” แปลว่า ภาวนาหรือปณิธานอันไม่มีที่สิ้นสุด เป็นอีกพระนามของพระพุทธเจ้าอมิตาภะ พระนามที่แพร่หลายอื่นๆ อาทิ เออปัก เม “พระผู้มีแสงอันไม่มีที่สิ้นสุด (อมิตาภะ) และ ”นังวา ทาเย” ปรากฏการณ์อันไม่มีที่ส้ินสุด

บาร์โด คำสอนว่าด้วยชีวิตและความตาย

เรามักมองว่าความตายคือสิ่งน่าหวาดกลัวและการพูดถึงความตายเป็นอัปมงคล เมื่อมีบุคคลในครอบครัวเจ็บหนัก เราจึงไม่สามารถพูดถึงความตายได้เท่าไรนักเพราะอาจถูกมองว่าเป็นการสาปแช่ง แต่ในสังคมพุทธทิเบต-หิมาลัย การกล่าวถึงความตายเป็นสิ่งปกติธรรมดาและเป็นหลักธรรมยิ่งใหญ่ที่ทำให้ผู้คนได้เตรียมตัวตายในขณะที่พวกเขายังมีอายุน้อยและมีสุขภาพแข็งแรง

ทำไมความตายจึงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับชาวพุทธกลุ่มนี้ ทั้งนี้เพราะพวกเขาได้รับการปลูกฝังให้เข้าใจว่าความตายคือส่วนหนึ่งของชีวิต มิได้ต่างจากการเกิด และได้รับการสอนให้รู้จัก “บาร์โด” สภาวะที่อยู่ระหว่างการมีชีวิตอยู่กับการตาย และสภาวะที่อยู่ระหว่างการตายกับการเกิดใหม่

คำสอนเรื่องบาร์โดมีการระบุไว้อย่างชัดแจ้งในคัมภีร์มรณศาสตร์ หรือเรียกว่า “บาร์โด เทอเตรอ” ซึ่งแปลว่า หลุดพ้นจากบาร์โดด้วยการได้ยิน เป็นคัมภีร์ที่มักมีการอ่านหรือสาธยายให้ผู้ป่วยในวาระสุดท้ายหรือผู้จากไปโดยเฉพาะในช่วง ๔๙ วันหลังตายจากไปได้ฟัง

เชื่อกันว่า หากผู้กำลังจะจากไปหรือผู้ล่วงลับได้เข้าใจคำสอนนี้ก็จะเกิดการตระหนักรู้ซึ่งจะมีผลให้ดวงจิตของพวกเขาพบความกระจ่างชัดใสและนำไปสู่การหลุดพ้น

นอกจากบาร์โดจะเป็นสิ่งที่ควรแนะนำให้ผู้กำลังจะจากไปและผู้ล่วงลับได้เกิดการตระหนักถึงแล้ว ยังเป็นการปฏิบัติธรรมที่สำคัญ จนมีคำกล่าวว่า “หากเข้าใจบาร์โด ก็จะเข้าใจจิต และเมื่อเข้าใจจิต ก็จะหลุดพ้น”

หากเราเข้าใจบาร์โดอย่างแจ่มแจ้ง เราจะเข้าใจความหมายของการเกิดมาเป็นมษุษย์ ซึ่งจะทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีความหมายสูงสุด ไม่ปล่อยให้ชีวิตสูญเปล่าจนเราตายจากโลกนี้ไป ชีวิตที่ประเสริฐนั้นคือชีวิตที่ดำเนินไปพร้อมกับการเตรียมตัวตายซึ่งจะทำให้เรามีอิสรภาพเมื่อวินาทีสุดท้ายของชีวิตมาถึง

ณ วินาทีสุดท้ายนั้น หากเกิดการตระหนักรู้ จะเกิดการหลอมรวมระหว่างสภาวะธรรมแห่งศูนยตา (กุนฉี) ซึ่งได้รับการเปรียบเป็นมารดา และจิตกระจ่างเปี่ยมด้วยปรีชาญาณผ่องแผ้ว (ริกปะ) ซึ่งเปรียบเป็นบุตร นั่นคือ มารดากับบุตรจะได้พบกันและไม่แบ่งแยกจากกัน

ถ้าไม่เกิดการตระหนักรู้ มารดากับบุตรจะเพียงเห็นกันแต่ไม่รู้จักกัน ต่างคนต่างไปจนกว่าจะมีโอกาสมาพบกันอีกเมื่อเกิดความตายขึ้นอีกครั้งในภพชาติต่อไป เมื่อไม่รู้จักกัน จึงเกิดความทุกข์ยิ่งใหญ่แห่งการเกิด แก่ เจ็บ ตายในสังสารวัฏ

เราจึงควรใช้ชีวิตนี้อย่างมีความหมายสูงสุดด้วยการไม่ยึดติดกับเกียรติยศ ชื่อเสียง สมบัติ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถติดตามเราไปได้ ไม่ประกอบอกุศลกรรมซึ่งจะเป็นการป้ายสีดำลงไปในดวงจิต เราเกิดมาเพื่อทำให้ดวงจิตกลับสู่ความผ่องแผ้วเดิมแท้

โดยปกติแล้วเราไม่รู้ว่าเราเคยเกิดเป็นใครมาก่อน และเราไม่สามารถเลือกเกิดได้ แต่เราสามารถเลือกตายด้วยการเตรียมตัวตายได้ คำสอนและการปฏิบัติเกี่ยวกับบาร์โดไม่ใช่เพียงองค์ความรู้จากภูมิปัญญาทิเบต-หิมาลัย แต่คือมรดกของมนุษยชาติ ซึ่งเป็นหนทางไปสู่มหาสันติ คุณสมบัติที่เราแสวงหานี้มิได้อยู่ที่ใดนอกจากในจิตของเราเอง

ดร. กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล ผู้สอนคอร์สภาวนา “เตรียมตัวตายอย่างมีสติในวิถีพุทธทิเบต” มูลนิธิพันดารา

Kundrol Dragpa’s Teachings

Base, Path and Fruit

If Buddha of the Base is not recognized, Buddha of the Path does not illuminate in the mindstream. When Buddha of the Path does not shine in the mindstream, Buddha of the Fruit is not achieved. Hence, one needs to practice on all the three – Base, Path and Fruit.

That the mind does not move, is empty but radiantly clear is the Base. That reflection of clarity in emptiness manifests is the Path. That clarity and emptiness exist without grasping is the Fruit.

Kundrol Dragpa

Kundrol
Kundrol Dragpa, non-sectarian Yungdrung Bon-Buddhism master of the 18th century A.D. The Tibetan text in the photo is a short invocation which we pray before engaging in Dharma activities (not the excerpt translated above).

 

Casting Guru Rinpoche

When we cast a statue, we should make it as most beautiful as we can. The statue is supposed to remain after we die. It will inspire others to do good deeds, to be their source of hope in time of suffering, and to remind them of Buddha nature and quality hidden in all of us.

Very soon we will start on our project of casting a Guru Rinpoche image for the Great Stupa.

Photo: Zangdok Palri: The Lotus Light Palace of Guru Rinpoche

Teaching by Kunga Sangbo Rinpoche

1240364_506278022789330_66940001_n

 

เราเข้าใจว่า …
นรกภูมิ ช่างเป็นทุกข์
เปรตภูมิ ช่างเป็นทุกข์
เดรัจฉานภูมิ ช่างเป็นทุกข์
มนุษย์ภูมิ ช่างเป็นทุกข์
อสูรภูมิ และเทวภูมิ
ก็ช่างเต็มไปด้วยความทุกข์

เมื่อเราเกิดความเข้าใจอย่างชัดเจน
แล้วทำให้เราตั้งปณิธานกับตัวเองว่า

ต่อแต่นี้
ข้าพเจ้าจะถือศีล
จะดูแลรักษาศีล
อย่างดีที่สุด
โดยเฉพาะศีลพระโพธิสัตว์
เพื่อว่าข้าพเจ้าจะได้บำเพ็ญประโยชน์
และทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย
ในสังสารวัฏนี้
พ้นจากความทุกข์
หากเราตั้งจิตได้อย่างนี้
นี่คือแก่นหัวใจของ
วิถีของพระโพธิสัตว์
ที่จะไม่ทอดทิ้งสัตว์ใด
ต้องการที่จะทำให้พวกเขาเหล่านั้น
หลุดพ้นจากสังสารวัฏ
อันเป็นที่สุดของความทุกข์

พระอาจารย์กุงกา ซังโป ริมโปเช 18 กันยายน 2556
http://www.youtube.com/watch?v=NMI0kuabbQk

Cultivating Wisdom in Tibetan Buddhism

73382_505723199511479_1259470678_n

 

สาระจากเสวนาธรรมในวันนี้ โดยพระอาจารย์กุงกา ซังโป ริมโปเช 18 กันยายน 2556 บ้านมูลนิธิพันดารา

ปัญญาต้องเริ่มจากการฟัง ไปสู่การคิดใคร่ครวญ ไปจนถึงการทำสมาธิ ถ้าเราไม่อยากฟังธรรม ไม่อยากทำความเข้าใจเนื้อหาของพระธรรม แต่ทำสมาธิเลย เราจะเอาสิ่งใดไปทำสมาธิ พระอาจารย์สาเกียบัณฑิตกล่าวไว้ว่า เหมือนกับผู้ปีนเขาแต่ไม่มีมือ ก็ไม่สามารถปีนได้สำเร็จ

การเจริญปัญญาจึงต้องเริ่มด้วยการฟังเสมอ จากปัญญาสามขั้นตอนนี้ ริมโปเชได้โยงไปกับเรื่องบารมีหกของพระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นการอธิบายอย่างลึกซึ้งถึงบารมีแต่ละประเภทซึ่งเปี่ยมไปด้วยข้อคิดทางธรรม ทานบารมีจะเป็นปัญญายิ่งใหญ่หากเราตั้งจิตโดยไม่หวังผลตอบแทน ไม่ทำบุญเพราะอยากให้เราได้ดี ให้เราได้ร่างกายที่แข็งแรงโดยไม่คิดถึงผู้อื่น ท่านขอให้เราทำบุญโดยคำนึงถึงสรรพสัตว์ที่เคยเป็นพ่อแม่มาก่อน ขอให้ผลบุญของเราทำให้สัตว์เหล่านั้นประสบแต่ความสุขและหลุดพ้นจากความทุกข์ของสังสารวัฏ หากการให้ของเราทำด้วยจิตอันเปี่ยมด้วยปัญญา กิเลสในใจจะลดลงไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งจิตมนุษย์ปุถุชนของเราจะเหมือนกับจิตของพระพุทธเจ้าที่เปี่ยมไปด้วยปัญญากว้างใหญ่ไร้ขอบเขต

การรักษาศีลจะนำเราไปสู่สมาธิ เพราะศีลกำจัดกิเลสที่พอกพูนในจิตใจมาหลายภพชาติ ศีลปกป้องเราจากอบายภูมิ แต่ในฐานะที่เป็นผู้รักษาศีล เราต้องระมัดระวังที่จะไม่เย่อหยิ่ง คิดว่าตัวเองเป็นผู้ถือศีลจะมีสถานะที่ดีกว่าคนอื่น เมื่อเข้าใจประเด็นนี้ก็เท่ากับเข้าถึงปัญญาแห่งศีลบารมี

หลังพักอาหารเย็น ริมโปเชอธิบายบารมีทั้งหกจนจบ แล้วกล่าวถึงพระมัญชุศรี ผู้เป็นพระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้า อานิสงส์ของการปฏิบัติบูชาพระองค์ ท่านย้ำว่า ศรัทธาเป็นหัวใจของการปฏิบัติธรรมที่จะนำเราไปสู่หนทางแห่งการตรัสรู้ธรรม และพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต่างเท่าเทียมกัน ไม่มีองค์ใดสำคัญหรือเก่งกว่าองค์ใด ในตอนสุดท้าย ริมโปเชฝากข้อคิดว่า กรุณากับปัญญาเป็นของคู่กัน บ่มเพาะปัญญาต้องไปพร้อมกับการบ่มเพาะกรุณา

 

สาระจากเสวนาธรรมเรื่องการเจริญปัญญาแบบทิเบต โดยพระอาจารย์กุงกา ซังโป ริมโปเช 18 กันยายน 2556 บ้านมูลนิธิพันดารา

ปัญญาต้องเริ่มจากการฟัง ไปสู่การคิดใคร่ครวญ ไปจนถึงการทำสมาธิ ถ้าเราไม่อยากฟังธรรม ไม่อยากทำความเข้าใจเนื้อหาของพระธรรม แต่ทำสมาธิเลย เราจะเอาสิ่งใดไปทำสมาธิ พระอาจารย์สาเกียบัณฑิตกล่าวไว้ว่า เหมือนกับผู้ปีนเขาแต่ไม่มีมือ ก็ไม่สามารถปีนได้สำเร็จ

การเจริญปัญญาจึงต้องเริ่มด้วยการฟังเสมอ จากปัญญาสามขั้นตอนนี้ ริมโปเชได้โยงไปกับเรื่องบารมีหกของพระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นการอธิบายอย่างลึกซึ้งถึงบารมีแต่ละประเภทซึ่งเปี่ยมไปด้วยข้อคิดทางธรรม ทานบารมีจะเป็นปัญญายิ่งใหญ่หากเราตั้งจิตโดยไม่หวังผลตอบแทน ไม่ทำบุญเพราะอยากให้เราได้ดี ให้เราได้ร่างกายที่แข็งแรงโดยไม่คิดถึงผู้อื่น ท่านขอให้เราทำบุญโดยคำนึงถึงสรรพสัตว์ที่เคยเป็นพ่อแม่มาก่อน ขอให้ผลบุญของเราทำให้สัตว์เหล่านั้นประสบแต่ความสุขและหลุดพ้นจากความทุกข์ของสังสารวัฏ หากการให้ของเราทำด้วยจิตอันเปี่ยมด้วยปัญญา กิเลสในใจจะลดลงไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งจิตมนุษย์ปุถุชนของเราจะเหมือนกับจิตของพระพุทธเจ้าที่เปี่ยมไปด้วยปัญญากว้างใหญ่ไร้ขอบเขต

การรักษาศีลจะนำเราไปสู่สมาธิ เพราะศีลกำจัดกิเลสที่พอกพูนในจิตใจมาหลายภพชาติ ศีลปกป้องเราจากอบายภูมิ แต่ในฐานะที่เป็นผู้รักษาศีล เราต้องระมัดระวังที่จะไม่เย่อหยิ่ง คิดว่าตัวเองเป็นผู้ถือศีลจะมีสถานะที่ดีกว่าคนอื่น เมื่อเข้าใจประเด็นนี้ก็เท่ากับเข้าถึงปัญญาแห่งศีลบารมี

หลังพักอาหารเย็น ริมโปเชอธิบายบารมีทั้งหกจนจบ แล้วกล่าวถึงพระมัญชุศรี ผู้เป็นพระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้า อานิสงส์ของการปฏิบัติบูชาพระองค์ ท่านย้ำว่า ศรัทธาเป็นหัวใจของการปฏิบัติธรรมที่จะนำเราไปสู่หนทางแห่งการตรัสรู้ธรรม และพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต่างเท่าเทียมกัน ไม่มีองค์ใดสำคัญหรือเก่งกว่าองค์ใด ในตอนสุดท้าย ริมโปเชฝากข้อคิดว่า กรุณากับปัญญาเป็นของคู่กัน บ่มเพาะปัญญาต้องไปพร้อมกับการบ่มเพาะกรุณา