บทภาวนาเพื่อผู้ล่วงลับตามประเพณีทิเบต

เพื่อนเอย
อย่าหลับใหลในความมืดบอดของอวิชชา
ที่ปกคลุมไปทั่วนภากาศ
แต่ตื่นขึ้นมา สดับธรรมแล้วใคร่ครวญ
ดวงประทีปแห่งริกปะฉายฉานอยู่ภายใน
ราชาแห่งปัญญาเปี่ยมด้วยศักยภาพ
สามารถพาเราไปสู่การหลุดพ้น
พอเสียที เราได้หลับมาหลายภพหลายชาติ
ตื่นขึ้นมา หมั่นเพียรทำกุศลด้วยกาย วาจา ใจ
เกิด แก่ เจ็บ ตาย ยาวนานเหมือนสายน้ำ
ทะเลแห่งสังสารวัฏให้ความสุขเพียงน้อยนิด
แต่เปี่ยมด้วยคลื่นแห่งความทุกข์มิรู้จบ

 

บาร์โด คำสอนว่าด้วยชีวิตและความตาย

เรามักมองว่าความตายคือสิ่งน่าหวาดกลัวและการพูดถึงความตายเป็นอัปมงคล เมื่อมีบุคคลในครอบครัวเจ็บหนัก เราจึงไม่สามารถพูดถึงความตายได้เท่าไรนักเพราะอาจถูกมองว่าเป็นการสาปแช่ง แต่ในสังคมพุทธทิเบต-หิมาลัย การกล่าวถึงความตายเป็นสิ่งปกติธรรมดาและเป็นหลักธรรมยิ่งใหญ่ที่ทำให้ผู้คนได้เตรียมตัวตายในขณะที่พวกเขายังมีอายุน้อยและมีสุขภาพแข็งแรง

ทำไมความตายจึงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับชาวพุทธกลุ่มนี้ ทั้งนี้เพราะพวกเขาได้รับการปลูกฝังให้เข้าใจว่าความตายคือส่วนหนึ่งของชีวิต มิได้ต่างจากการเกิด และได้รับการสอนให้รู้จัก “บาร์โด” สภาวะที่อยู่ระหว่างการมีชีวิตอยู่กับการตาย และสภาวะที่อยู่ระหว่างการตายกับการเกิดใหม่

คำสอนเรื่องบาร์โดมีการระบุไว้อย่างชัดแจ้งในคัมภีร์มรณศาสตร์ หรือเรียกว่า “บาร์โด เทอเตรอ” ซึ่งแปลว่า หลุดพ้นจากบาร์โดด้วยการได้ยิน เป็นคัมภีร์ที่มักมีการอ่านหรือสาธยายให้ผู้ป่วยในวาระสุดท้ายหรือผู้จากไปโดยเฉพาะในช่วง ๔๙ วันหลังตายจากไปได้ฟัง

เชื่อกันว่า หากผู้กำลังจะจากไปหรือผู้ล่วงลับได้เข้าใจคำสอนนี้ก็จะเกิดการตระหนักรู้ซึ่งจะมีผลให้ดวงจิตของพวกเขาพบความกระจ่างชัดใสและนำไปสู่การหลุดพ้น

นอกจากบาร์โดจะเป็นสิ่งที่ควรแนะนำให้ผู้กำลังจะจากไปและผู้ล่วงลับได้เกิดการตระหนักถึงแล้ว ยังเป็นการปฏิบัติธรรมที่สำคัญ จนมีคำกล่าวว่า “หากเข้าใจบาร์โด ก็จะเข้าใจจิต และเมื่อเข้าใจจิต ก็จะหลุดพ้น”

หากเราเข้าใจบาร์โดอย่างแจ่มแจ้ง เราจะเข้าใจความหมายของการเกิดมาเป็นมษุษย์ ซึ่งจะทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีความหมายสูงสุด ไม่ปล่อยให้ชีวิตสูญเปล่าจนเราตายจากโลกนี้ไป ชีวิตที่ประเสริฐนั้นคือชีวิตที่ดำเนินไปพร้อมกับการเตรียมตัวตายซึ่งจะทำให้เรามีอิสรภาพเมื่อวินาทีสุดท้ายของชีวิตมาถึง

ณ วินาทีสุดท้ายนั้น หากเกิดการตระหนักรู้ จะเกิดการหลอมรวมระหว่างสภาวะธรรมแห่งศูนยตา (กุนฉี) ซึ่งได้รับการเปรียบเป็นมารดา และจิตกระจ่างเปี่ยมด้วยปรีชาญาณผ่องแผ้ว (ริกปะ) ซึ่งเปรียบเป็นบุตร นั่นคือ มารดากับบุตรจะได้พบกันและไม่แบ่งแยกจากกัน

ถ้าไม่เกิดการตระหนักรู้ มารดากับบุตรจะเพียงเห็นกันแต่ไม่รู้จักกัน ต่างคนต่างไปจนกว่าจะมีโอกาสมาพบกันอีกเมื่อเกิดความตายขึ้นอีกครั้งในภพชาติต่อไป เมื่อไม่รู้จักกัน จึงเกิดความทุกข์ยิ่งใหญ่แห่งการเกิด แก่ เจ็บ ตายในสังสารวัฏ

เราจึงควรใช้ชีวิตนี้อย่างมีความหมายสูงสุดด้วยการไม่ยึดติดกับเกียรติยศ ชื่อเสียง สมบัติ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถติดตามเราไปได้ ไม่ประกอบอกุศลกรรมซึ่งจะเป็นการป้ายสีดำลงไปในดวงจิต เราเกิดมาเพื่อทำให้ดวงจิตกลับสู่ความผ่องแผ้วเดิมแท้

โดยปกติแล้วเราไม่รู้ว่าเราเคยเกิดเป็นใครมาก่อน และเราไม่สามารถเลือกเกิดได้ แต่เราสามารถเลือกตายด้วยการเตรียมตัวตายได้ คำสอนและการปฏิบัติเกี่ยวกับบาร์โดไม่ใช่เพียงองค์ความรู้จากภูมิปัญญาทิเบต-หิมาลัย แต่คือมรดกของมนุษยชาติ ซึ่งเป็นหนทางไปสู่มหาสันติ คุณสมบัติที่เราแสวงหานี้มิได้อยู่ที่ใดนอกจากในจิตของเราเอง

ดร. กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล ผู้สอนคอร์สภาวนา “เตรียมตัวตายอย่างมีสติในวิถีพุทธทิเบต” มูลนิธิพันดารา

Kundrol Dragpa’s Teachings

Base, Path and Fruit

If Buddha of the Base is not recognized, Buddha of the Path does not illuminate in the mindstream. When Buddha of the Path does not shine in the mindstream, Buddha of the Fruit is not achieved. Hence, one needs to practice on all the three – Base, Path and Fruit.

That the mind does not move, is empty but radiantly clear is the Base. That reflection of clarity in emptiness manifests is the Path. That clarity and emptiness exist without grasping is the Fruit.

Kundrol Dragpa

Kundrol
Kundrol Dragpa, non-sectarian Yungdrung Bon-Buddhism master of the 18th century A.D. The Tibetan text in the photo is a short invocation which we pray before engaging in Dharma activities (not the excerpt translated above).

 

Death & Dying…Tibetan Wisdom (4)

– ๔ –

บาร์โดเป็นดังมิติที่เหลื่อมซ้อนมิติที่เราอยู่ ผู้ล่วงลับจากไปเพียงดวงจิต ทิ้งร่างกายที่หวงแหนไว้บนผืนดำที่เคยรับน้ำหนักเขาเอาไว้อยู่ เมื่อจิตแยกจากกาย จิตจะประสบนิมิตมากมายหลายลักษณะ เราเรียกนิมิตเหล่านั้นว่า “นิมิตแห่งบาร์โด” บางนิมิตงดงาม เช่น เห็นพระพุทธเจ้าผู้มีพระวรกายเปี่ยมไปด้วยมหาปริสลักษณะ เห็นวงรุ้ง เห็นวงแสง บางนิมิตดูน่าหวาดกลัว ดุจดังภูเขาถล่มทลายต่อหน้าเรา ฟ้าผ่า แผ่นดินไหว แต่ทุกนิมิตล้วนแต่มาจากพลังจิตของเราเอง เหมือนกับภาพปรากฏหน้ากระจกซึ่งเกิดจากศักยภาพของกระจกที่จะสะท้อนสิ่งต่างๆ

เมื่อลมหายใจเฮือกสุดท้ายหมดลง ชีพจรหยุดเต้น สมองไม่ทำงาน ในทางการแพทย์จะวินิจฉัยว่าบุคคลนั้นได้เสียชีวิตแล้ว แต่ในฝ่ายทิเบตยังไม่ถือว่านั่นคือการเสียชีวิตอย่างสมบูรณ์ เป็นเพียงการตายภายนอก แต่กระบวนการภายในยังคงอยู่เพราะจิตยังทำงานอยู่

ในคัมภีร์มรณศาสตร์รจนาโดยพระอาจารย์ชาซา ต้าชี่ เกียลเซน ริมโปเช กล่าวไว้ว่า หลังการตายภายนอก หยดธรรมชาติ “ทิกเล่” โพธิสีขาวจากฝ่ายพ่อที่เราได้รับตอนเราปฏิสนธิในครรภ์ของแม่จะไหลจากจักระกระหม่อมมาบรรจบที่ช่องลมปราณกลางกาย ในขณะนั้นดวงจิตผู้ตายจะรับรู้ถึงแสงกระจ่างสีนวลของดวงจันทร์ในท้องฟ้าไร้เมฆหมอก จะเกิดปัญญาญาณภายในที่ทำให้กิเลสที่เป็นโทสะและความเกลียดชังถูกขจัดให้หมดไป ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “นังวา”

จากนั้น หยดธรรมชาติโพธิสีแดงจากฝ่ายแม่ที่เราได้รับตอนปฏิสนธิ จะไหลขึ้นมาจากบริเวณสะดือ (หรือในบางคัมภีร์ บริเวณอวัยวะเพศ) มาบรรจบที่ช่องกลางกายเช่นกัน ในขณะนั้น ดวงจิตผู้ตายจะรับรู้ถึงแสงกระจ่างสีแสดของพระอาทิตย์ในยามเย็นในท้องฟ้าไร้เมฆหมอก สัญญาณภายในปรากฏเป็นความรู้สึกปีติสุข กิเลสที่เป็นโลภะถูกขจัดหมดไป ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “เชปา”

เมื่อหยดธรรมชาติของพ่อกับหยดธรรมชาติของแม่มาบรรจบกันที่กลางหัวใจบริเวณที่ดวงจิตดำรงอยู่ จะเกิดท้องฟ้าใสปราศจากเมฆหมอกแต่มืดสนิทดุจดังคืนแห่งความมืดมิดที่แผ่กระจายไปทั่ว กิเลสที่เป็นโมหะถูกขจัดให้หมดสิ้นไป ผู้ตายจะรู้สึกหมดสติไป เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “เญทบ” นี่คือการตายภายในอย่างสมบูรณ์ เป็นการสิ้นสุดสภาวะบาร์โดที่หนึ่ง

ด้วยการตายยังมีระดับใน ชาวทิเบตจึงไม่นิยมกำจัดศพทันทีที่ชีพจรของผู้ตายหยุดเต้น หรือทันทีที่แพทย์วินิจฉัยว่าผู้ตายได้เสียชีวิตแล้ว แต่จะรอให้การตายภายในสิ้นสุด ซึ่งอาจกินเวลาชั่วครู่เดียวไปจนถึง 3 วัน และในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรมชั้นสูงอาจกินเวลาหนึ่งสัปดาห์หรือมากกว่านั้น

หลังการตายภายใน ศพจะขาดความอบอุ่นและส่งกลิ่นเหม็น สิ่งมีชีวิตที่เคยอาศัยความอุ่นในร่างกาย เช่น หนอน จะค่อยๆตายไป สัญญาณว่าดวงจิตได้จากร่างไปแล้ว…

Death & Dying…Tibetan Wisdom (3)

– ๓ –

ชาวทิเบตเชื่อว่าเมื่อดวงจิตออกจากกายไปแล้ว จะประสบกับสภาวะที่เรียกว่า “บาร์โด” ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างการตายกับการเกิดใหม่ สภาวะนี้อาจกินเวลา 49 วัน หรือมากกว่านั้น จริงๆ แล้ว บาร์โดเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่ผู้ตายป่วยหนักไปจนถึงเกิดการตายอย่างสมบูรณ์ภายใน เราเรียกบาร์โดนี้ว่า “บาร์โดแห่งขณะกำลังจะตาย”

ผู้ที่ป่วยหนักเป็นเวลานาน บาร์โดนี้ก็จะกินเวลานาน ทำให้ผู้ป่วยค่อยๆเห็นการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่เกิดจากธาตุต่างๆแตกสลาย ได้แก่ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ที่ประกอบเป็นตัวเรา สำหรับผู้ที่เสียชีวิตอย่างกระทันหัน บาร์โดนี้จะสั้น บางครั้งเพียงแค่เสี้ยววินาที ทำให้การแตกสลายของธาตุเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

บางคนคิดว่าการจากไปอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งดีเพราะทำให้ทุกข์ทรมานแต่น้อย แต่การคิดเช่นนี้ไม่ถูกต้องเพราะความตายที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจะทำให้จิตไม่ได้รับการเตรียม บางครั้งความตายนั้นมากับความหวาดกลัวอย่างที่สุดทำให้จิตจากไปอย่างไร้สติ และการตายอย่างปัจจุบันทันด่วนทำให้ผู้ล่วงลับยังคงผูกพันกับครอบครัวหรือการงาน และหลายกรณีไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองได้ตายไปแล้ว เมื่อไม่สามารถจะสื่อสารกับครอบครัวได้ เมื่อตระหนักรู้ว่าได้จากไปแล้ว ก็ทำให้เสียใจอย่างที่สุด

เด็กเล็กๆโดยเฉพาะทารกบางครั้งไม่รู้ว่าได้จากไปแล้ว มีเพียงเราบุคคลที่อยู่ข้างหลังที่จะช่วยเหลือด้วยการสวดมนตร์ให้ ด้วยการทำบุญให้ ตั้งจิตอธิษฐานให้ได้ไปเกิดดี เสียงสวดมนตร์ของเรา และการทำบุญไม่ว่าจะเป็นโดยการตักบาตรแบบไทย หรือถวายตะเกียงเนย (ดวงประทีป) แบบทิเบต หรือทำบุญในระดับใหญ่ด้วยการสร้างพระ สร้าวสถูป วิหาร หรือด้วยการอุทิศตนเพื่อการปฏิบัติธรรม เช่น ออกบวช อยู่จำศีลปลีกวิเวก จะช่วยปลอบประโลมดวงจิตที่เร่ร่อนไปและช่วยน้อมนำให้บุญกุศลของเขาและของเราที่อุทิศให้เขาได้ช่วยชี้นำหนทางที่ประเสริฐให้แก่เขา

บางคนคิดว่าเมื่อตายไป ทุกสิ่งก็จบสิ้น เหมือนปิดสวิทช์ไฟ ดวงจิตก็ไม่รับรู้อะไรอีกต่อไป แต่จริงๆแล้ว ดวงจิตยังคงรับรู้เรื่องราวต่างๆ ยังคงมีความทรงจำถึงอดีตชาติที่เพิ่งจากมา ยังคงโกรธ เครียด เศร้า เสียใจ เสียดาย เหงา ว้าเหว่ แล้วความทรงจำจะค่อยๆลางเลือนเมื่อถึงเวลาที่จะได้ไปเกิดใหม่

เพราะฉะนั้น เมื่อเราจากไป เรากับครอบครัวก็จากกัน ความสัมพันธ์ที่เรามีตอนนี้เกิดขึ้นเฉพาะในภพชาตินี้เท่านั้น ชาวทิเบตจึงเห็นคุณค่าของมิตรภาพและความสัมพันธ์ของบุคคลในครอบครัวเป็นอย่างมาก เพราะกรรมที่เราทำร่วมกัน เราจึงเกิดมาในครอบครัวเดียวกัน เราจึงควรทนุถนอมความสัมพันธ์นี้ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไปจนวันสุดท้ายมาถึง

Death & Dying…Tibetan Wisdom (2)

– ๒ –

เวลาในโลกของเรามีน้อยนิด

อย่าเพลิดเพลินกับการเดินทางภายนอก

จนลืมการเดินทางภายใน

ซึ่งจะดำเนินไปแม้เราจะแก่ชรา

จนไม่สามารถเดินทางไปไหนได้อีกแล้ว

 

การยึดติดบุคคลที่รัก ความกลัวที่จะต้องจากไปอย่างโดดเดี่ยว ความเจ็บปวด ทำให้ความตายเป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัว เป็นสิ่งที่เราอยากหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด แม้ว่าเราจะรู้ว่าความตายอาจเกิดขึ้นวินาทีใดก็ได้ แม้แต่ในขณะที่เรานอนหลับในแต่ละคืน เราก็ยังไม่อยากนึกถึงความตาย เรายังคงใช้ชีวิตไปวันๆอย่างประมาท ปล่อยให้จิตหวงแหน ผูกพัน สร้างทั้งมิตรและศัตรู ซึ่งเป็นการเพิ่มเชื้อไฟแห่งกิเลสที่เราได้สะสมมานับภพชาติไม่ถ้วน

หากเราตายไปด้วยเชื้อไฟนี้ แน่นอนว่าเราจะต้องไปเกิดใหม่และเผชิญความทุกข์ของสังสารวัฏ แต่ไม่มีสิ่งใดจะประกันได้ว่า เราจะไปเกิดใหม่เป็นอะไร โอกาสที่จะได้ไปเกิดเป็นมนุษย์มีเพียงน้อยนิดโดยเฉพาะเป็นมนุษย์ที่มีอวัยวะครบบริบูรณ์ ได้เกิดในดินแดนแห่งสันติภาพ ปราศจากสงครามและความอดอยาก ได้ฟังพระธรรม และไม่เพียงแต่ได้ฟัง ยังมีศรัทธาในพระธรรมนั้น

ไม่ใช่ว่าเราจะได้กลับมาเกิดเป็นลูกของแม่คนเดิม เป็นสามีของภรรยาที่เรารักที่สุด และเป็นไปได้ว่าดวงจิตของเราอาจเร่ร่อน รอนแรม นับเดือน นับปี หาที่เกิดใหม่ไม่ได้ อยู่กับความอ้างว้าง ว้าเหว่ ไร้ทิศทาง อยู่กับความปรารถนาอย่างเดียวคือ ขอให้ได้ไปเกิดใหม่ เป็นอะไรก็ได้ที่เราจะสามารถหาที่เกิดได้ ทั้งหมดนี้อยู่ที่บุญกรรมที่เราทำเองทั้งสิ้น

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระภิกษุรูปหนึ่ง ก่อนที่ท่านจะรับการอุปสมบท ท่านมีครอบครัว ก่อนภรรยาท่านจะสิ้นใจ นางป่วยหนัก ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างมาก แต่ไม่ว่าจะเจ็บปวดเพียงไรและอาการของนางจะทรุดหนักเพียงไร นางก็ไม่สามารถจากไปได้ วันหนึ่ง สามีจึงถามนางว่า มีอะไรที่นางเป็นห่วงจึงไม่ยอมจากไปทั้งๆที่ดูแล้วนางไม่สามารถจะรอดชีวิตได้ นางตอบว่า มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้นางกังวลใจ นั่นคือ สามีจะไปมีภรรยาใหม่หลังจากนางเสียชีวิตไปแล้ว เขาจึงสัญญาว่าจะออกบวชทันทีหลังจากนางจากไป เมื่อนางได้ยินคำสัญญานั้น ก็ตายจากไปได้

ตั้งแต่เกิดสัญญาณแห่งความตายซึ่งเกี่ยวข้องกับการแตกสลายของธาตุไปจนถึงขณะที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายหมดไปและเกิดการตายอย่างสมบูรณ์ทั้งภายนอกและภายใน มีความจำเป็นอย่างมากที่เราจะต้องประคับประคองจิตใจของเราให้ไม่ตระหนกตกใจ ไม่หวาดโกรธ ไม่เศร้าเสียใจจากการยึดติดผูกพัน ไม่น้อยใจหากไม่ได้รับการดูแล ไม่โกรธหรือเคืองแค้นผู้ใด จิตใจภายในนี้ละเอียดอ่อนมาก และในยามที่กายค่อยๆหมดพละกำลัง จิตที่ไม่ได้รับการฝึกก็จะยิ่งเสื่อมถอย ดิ่งลึกไปในความมืดมน ดุจดังลงไปสู่ก้นบึ้งของทะเลในยามค่ำคืน

เราจึงต้องฝึกจิตให้ตื่นรู้ เบิกบาน อยู่ตลอดเวลา การฝึกต้องทำอย่างสม่ำเสมอในขณะที่เรายังแข็งแรงอยู่ เมื่อวันที่เราป่วยหนักมาถึง ถ้าเรายังไม่เคยฝึกจิตให้คิดแต่สิ่งดีๆ ให้รู้จักให้อภัย หรือปล่อยวาง เราอาจโกรธเกลียดความเจ็บป่วยซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพกายและใจของเราเลย แล้วเมื่อวาระแห่งลมหายใจสุดท้ายมาถึง เราจะจากไปอย่างทุรนทุราย

ชาวทิเบตเชื่อว่าเวลาสุดท้ายนั้นมีผลต่อการเดินทางต่อของจิตวิญญาณ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงพยายามทำอย่างดีที่สุดที่จะให้ผู้ที่กำลังจะล่วงลับจากไปอย่างสงบสันติและมีสติ ไปพร้อมกับจิตที่มั่นคงในพระรัตนตรัยและในครูอาจารย์ของเขา แต่ละสัมผัสที่ให้ในขณะนั้นจะละมุนละม่อม เปี่ยมไปด้วยความกรุณา เพราะในขณะนั้นผู้กำลังจะล่วงลับไม่สามารถช่วยตัวเองได้อีกแล้ว มือที่เราไปสัมผัสเขาจึงต้องเต็มไปด้วยความรัก วาจาที่เราคุยกับเขาจึงต้องเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ไม่ว่าดูภายนอกเขาจะรับรู้หรือไม่ แต่ดวงจิตเขายังอยู่ ดวงจิตเขาต้องการความรักของเรา ต้องการคำเตือนให้นึกถึงครูอาจารย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เขาเคารพบูชา เพื่อให้ดวงจิตของเขามีกำลังใจ และพร้อมที่จะไปเผชิญกับสภาวะใหม่ที่เรียกว่า “บาร์โด”…