Inspiration from Lhasey Rinpoche

 

photo-10

ด้วยปณิธานที่จะดำรงอยู่เพื่อประโยชน์ของสรรพสัตว์ การงานทางธรรมนี้จึงเป็นการงานที่งดงามยิ่งนัก…

If someone felt like leaving samsara and wanted to spend the whole life meditating in a forest or mountain so that they would gain enlightenment, that would be wonderful.

But having that motivation, they will not be able to preserve and spread the Buddha dharma for the sake of beings. In order to benefit others, there is a need to stay in samsara teaching the dharma as well as preserving and protecting the supports of Buddha’s body, speech and mind.

This need requires money. Without it, temples can’t be built. Scriptures can’t be published. Practitioners, even monks and nuns can’t sustain themselves.

Doing dharma work in samsara is thus a real chanllenge. Obstacles and all kinds of hardship are common. But because of the aspiration to stay in samsara for the sake of sentient beings, this is the most supreme work.

Kundrol Mongyal Lhasey Rinpoche
Rinpoche’s important message which inspired me to build the Tibetan great stupa in Thailand dedicated to world peace and happiness of all.

ถ้าผู้ใดมีความปรารถนาจะละโลกเพื่อใช้ชีวิตที่เหลือสำหรับการทำสมาธิในป่าเขาจนกว่าเขาจะบรรลุธรรม นั่นเป็นสิ่งที่ประเสริฐนัก แต่การมีความปรารถนาเช่นนั้น เขาจะไม่สามารถสืบสานและเผยแผ่พระพุทธธรรมเพื่อประโยชน์ของสรรพสัตว์ทั้งหลายได้ ในการทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น มีความจำเป็นที่เขาจะดำรงอยู่ในสังสารวัฏสอนธรรมะและอนุรักษ์ปกป้องเครื่องรองรับพระวรกาย พระวจนะ และพระหทัยของพระพุทธเจ้า

การทำงานนี้จำเป็นต้องมีทรัพย์ ปราศจากเงิน เราสร้างวัดไม่ได้ คัมภีร์ก็ไม่ได้รับการตีพิมพ์ ผู้ปฏิบัติธรรมแม้แต่พระภิกษุและแม่ชีก็ไม่สามารถดูแลชีวิตของพวกท่านได้

การทำงานทางธรรมในโลกเป็นงานที่ท้าทายโดยแท้จริง อุปสรรคและความยากลำบากทุกรูปแบบเป็นสิ่งที่ประสบกัน แต่ด้วยปณิธานที่จะดำรงอยู่เพื่อประโยชน์ของสรรพสัตว์ การงานนี้จึงเป็นการงานที่งดงามยิ่งนัก

พระอาจารย์กุนเทรอ เมินเกียล ลาเซ ริมโปเช
คำพูดที่สร้างแรงบันดาลใจให้ตัดสินใจอุทิศชีวิตที่เหลือเพื่อการก่อสร้างพระศานติตารามหาสถูปในประเทศไทย

Advertisements

We Still Have a Long Way to Go

IMG_1589

Our body is like boat. It’s the house of the mind – where we can meditate and make merit. Let’s take good care of it. We still have a long way to go, till we reach the shore of enlightenment.

หลายวันมานี้เปลี่ยนบทบาทจากครูเป็นผู้ช่วยหมอ ได้เห็นความทุกข์ทางกายของหลายคนที่เกิดจากใจ เครียด แล้วเลยนอนไม่หลับ แล้วเลยซึมเศร้า ปวดเมื่อย หมดแรง ทำงานไม่ได้ เมื่อทำงานไม่ได้ ก็ยิ่งเครียด กลายเป็นลูกโซ่

ในขณะรับการบำบัดรักษา หลายคนก็เกิดความเครียดเพิ่มขึ้นด้วยไม่รู้จะรักษาแพทย์แผนใดดี จะกินยาหลายๆ ขนานทั้งแผนปัจจุบัน ยาจีน ยาทิเบต สมุนไพรไทย คุณหมอก็ไม่ให้ เมื่อเห็นอึกอักกัน คุณหมอก็ถามว่าเมืองไทยเราไม่มีการขอให้พระอาจารย์ช่วยตัดสินใจหรือ

ในทิเบตเมื่อเราป่วย เราจะขอให้พระอาจารย์ที่เคารพรักช่วยดูคำทำนายให้ นั่นคือ ขอให้ท่านช่วยตัดสินใจให้เรา ท่านจะช่วยเลือกวิธีการรักษา วิธีการบำเพ็ญบุญกุศลตลอดจนประกอบพิธีสะเดาะเคราะห์ (ริมโด) ให้

เมื่อให้ท่านตัดสินใจแล้ว ก็จะไม่ไปหาท่านอื่น เช่น พระอาจารย์ท่านอื่น หรือหมอดู ให้ช่วยตัดสินใจเพิ่มเติม ตัวเราเองก็เลิกคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้น ให้ปัญญาอันเกิดจากสมาธิของครูที่เราไว้วางใจเป็นสิ่งชี้นำหนทาง ผู้ป่วยก็มีความเชื่อมั่น ขณะป่วย ก็มีความหวัง มีกำลังใจ แต่แม้ไม่หาย คนส่วนใหญ่ก็ไม่ต่อว่าโชคชะตา เพราะคิดว่าได้ทำดีที่สุดแล้ว

กายของเราเป็นเสมือนเรือ ขอให้เรารักษาเรือนี้ให้ดี ถ้าเรือนี้ผุพัง จิตก็ไม่มีที่อาศัย ไม่มีเรือนสำหรับทำภาวนาและสั่งสมบุญกุศล…เรายังต้องไปกันอีกไกลจนกว่าจะถึงฟากฝั่งแห่งการหลุดพ้น

Photo: http://indiaandnepal2012.blogspot.com/2012/05/wednesday-may-30-pokhara.html

ธรรมะกับชีวิต : ขอให้ความบริสุทธิ์ใจดำรงอยู่ชั่วกาลนาน

Pic4_sm
เมื่อวานนี้ ขณะกำลังเติมน้ำมันรถ เด็กปั๊มเหลือบมาเห็นกล่องบริจาคที่มีข้อความว่า สมทบค่าอาหาร เป็นกล่องอะคริลิคขนาดย่อมๆ ซึ่งวางอยู่เบาะหลังพร้อมกับของใช้หลายอย่างที่เจ้าของรถกำลังจะนำไปเก็บที่บ้านมูลนิธิ เด็กหนุ่มคนนี้ถามว่า “พี่ กล่องข้างหลังใช่กล่องค่าอาหารหรือเปล่า” เมื่อได้คำตอบว่า “ใช่ค่ะ” เขาบอกอย่างไม่ลังเลว่า “ผมขอร่วมบุญค่าอาหารด้วยได้มั้ย” แล้วเขาก็ควักแบงค์ร้อยมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วมอบให้ แบงค์ร้อยสำหรับเขาซื้ออาหารกินได้ประมาณ 3 มื้อ แต่เขานำมามอบให้กับคนไม่รู้จัก เขาไม่รู้ว่าเจ้าของรถเป็นใคร ไม่รู้ว่าคนขับรถทำงานมูลนิธิ ไม่รู้ว่าเงินในกล่องนำไปสมทบค่าอาหารในเรื่องใด โดยเฉพาะในกล่องเมื่อวานมีเพียงเศษสตางค์อยู่ไม่กี่เหรียญ เขาไม่คิดจะถาม และเพราะความที่เขาไม่ถามแต่ปรารถนาเพียงอยากร่วมบุญด้วยกลับทำให้เห็นว่าความบริสุทธิ์ใจยังคงมีอยู่

ท่ามกลางกระแสแห่งวัตถุนิยมที่ทำให้เราไม่ไว้วางใจกันและกัน ที่ทำให้เราเห็นทุกอย่างว่าจะต้องเป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยนหรือการเอาประโยชน์จากกันและกัน ยังคงมีผู้ที่ยื่นมือให้ผู้อื่นอย่างบริสุทธิ์ใจ แล้วผู้รับน้ำใจก็ยื่นมือไปรับแบงค์ร้อยนั้นมาแล้วหยอดลงไปในกล่อง กล่าวขอบคุณเขา ในใจรู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก น้ำมันรถเต็มแล้ว เราลาจากกัน ตลอดทางจนถึงที่หมาย ได้ตั้งใจสวดบทนี้ให้เด็กหนุ่มผู้นี้ ขอให้ทุกความปรารถนาของเขาลุล่วงและขอให้ความบริสุทธิ์ใจเช่นนี้ดำรงอยู่ตลอดชั่วกาลนาน…

โกนชก ซาซุม ตูเบ โงโว
ทรินเช็น ซาเว ลามา เชียนโน
ชีนัง ซังเว วาเช เซลา
ซัมเบ เทินกูน ทรุบปา เซิดจิก

องค์แทนมูละสามแห่งพระรัตนตรัย
พระอาจารย์ ผู้รู้ทุกสิ่ง ผู้เปี่ยมไปด้วยความปรานี
ขอท่านโปรดขจัดอุปสรรคทั้งนอก ใน และลึกล้ำ
ขอให้ความปรารถนาทั้งหลายสมฤทธิ์ผลด้วยเทอญ

 

 

1000 Stars Upcoming Events

English, please read below.

เรียน สมาชิกมูลนิธิและกัลยาณมิตรทุกท่าน

 ในขณะดำเนินโครงการก่อสร้างพระศานติตารามหาสถูป ทางมูลนิธิได้เห็นความสำคัญของการจัดกิจกรรมวิชาการและคอร์สภาวนาเกี่ยวโยงกับพระพุทธศาสนาวัชรยานและภูมิปัญญาทิเบตหิมาลัย จึงได้จัดกิจกรรมและคอร์สดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องรวมทั้งการนิมนต์พระอาจารย์ชาวทิเบตมาบรรยายธรรมในประเทศไทย 

ดิฉันมีความยินดีที่จะเรียนให้ทราบว่าในเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้ ทางมูลนิธิจะจัดกิจกรรมต่อไปนี้ จึงขอเชิญผู้สนใจทุกท่านร่วมกิจกรรมดังกล่าวทั้งที่กรุงเทพฯ และหัวหิน ในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน เราจะไม่มีการจัดคอร์สภาวนา ซึ่งในช่วงดังกล่าวทางมูลนิธิจะได้ปรับปรุงศูนย์ขทิรวันและเตรียมการสำหรับการสร้างพระมหาสถูปในเฟสต่อไป เราจะพบกันอีกครั้งในปลายเดือนพฤศจิกายน ในงานประมวลธรรม ประมวลรัก เหตุเกิด ณ ไกรลาศ ที่เชียงใหม่ และในคอร์สภาวนาอีกหลายคอร์สรวมทั้งการจัดสวดมนต์ข้ามปีในเดือนธันวาคม

อนึ่ง สำหรับผู้มีจิตศรัทธาจะร่วมบุญกับมูลนิธิ ร่วมเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อพระศานติตารามหาสถูป กองละ 1000 บาท (สร้างคานคอดิน ฐานคอนกรีตของพระมหาสถูป และเสาทิเบต) ซึ่งในปีนี้จะจัดในวันพุธที่ 25 ธันวาคม 2556 ที่วัดทองนพคุณ โดยมีพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ คุณปรีดา เตียร์สุวรรณ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เป็นประธานกิตติมศักดิ์ กรุณาแจ้งชื่อให้มูลนิธิทราบสำหรับการดำเนินการจัดทำใบฎีกาภายในวันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม นี้ จักเป็นพระคุณยิ่ง ทางมูลนิธิขออนุโมทนาล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้ค่ะ

 1. การแพทย์ทิเบต ตรวจรักษาโรคโดยคุณหมอเซดอร์ ญารงชา จากนครลาซา ระหว่างวันที่ 24-27 สิงหาคม ขณะนี้มีคิวสำหรับผู้สนใจเข้ารับการตรวจรักษาเฉพาะวันจันทร์-อังคารที่ 26-27 สิงหาคม มีค่าตรวจรักษาท่านละ 400 บาท ไม่รวมค่ายา ผู้สนใจกรุณานำตัวอย่างปัสสาวะแรกของวันมาด้วย สถานที่ตรวจ : บ้านมูลนิธิ 695 ลาดพร้าว ซอย 11 

2. เมตตาภาวนาแบบทิเบต “พระมหามารดาเชรับ ชัมมา” ร่วมสวดภาวนาและทำสมาธิเจริญเมตตาอันเป็นความรักอันไม่มีประมาณ พร้อมเรียนรู้วิถีพุทธทิเบต วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม 2556 ณ บ้านมูลนิธิพันดารา เวลา 09.00-15.00 น. 

3. อบรมพื้นฐานพุทธธรรมและปฏิบัติเข้ม (ภาวนาเงินโดรระหว่างวันที่ 1-8 กันยายน ณ ศูนย์ขทิรวัน อบรมรุ่นละ 10 คน สำหรับรุ่นนี้ปิดรับสมัครแล้ว 

4. กิจกรรมภาวนาปัทมะสัมภวะ” (วิถีพระคุรุริมโปเชวันเสาร์ที่ 14 กันยายน (ตรงกับวันพระคุรุริมโปเช วันที่ 10 ตามปฏิทินทิเบต) ร่วมสวดมนต์ตามคัมภีร์สาธนะ ทำสมาธิ และเรียนรู้คำสอนของพระองค์เพื่อขจัดอุปสรรคและอารมณ์บ่อนทำลายทั้งหลาย ณ บ้านมูลนิธิ 

5. ประชุมเชิงปฏิบัติการจิตอาสาพันดารา ขอเชิญผู้สนใจช่วยงานมูลนิธิทั้งกิจกรรมภาวนา กิจกรรมที่เกี่ยวโยงกับศิลปะทิเบตและการบำเพ็ญบุญกุศลโดยเฉพาะการก่อสร้างพระศานติตารามหาสถูป เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วยค่ะ วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน เวลา 09.30-16.00 น. ณ บ้านมูลนิธิ 

ธรรมบรรยายและกิจกรรมพิเศษ นำภาวนาโดยพระอาจารย์กุงกา ซังโป ริมโปเช

 1. สมาธิเพื่อเจริญปัญญาแบบทิเบต วันพุธที่ 18 กันยายน เวลา 16.00-20.00 น. บ้านมูลนิธิ

2. เสวนา/ภาวนาตารากับปณิธานโพธิสัตว์ร่วมสมัยพร้อมด้วยพิธีมนตราภิเษกพระแม่ตารา วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน เวลา 09.00-17.00 น. ร่วมเสวนาธรรมโดยอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์และคุณรสนา โตสิตระกูล ห้องประชุม 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีอาหารว่างและอาหารกลางวันบริการ

3. อบรมภาวนาพระแม่ตาราขาวกับการปฏิบัติเพื่อให้มีอายุยืนยาวพร้อมด้วยการประกอบพิธีมนตราภิเษกพระแม่ตาราขาว วันพฤหัสบดี-วันอาทิตย์ที่ 26-29 กันยายน ณ ศูนย์ขทิรวัน บริจาคร่วมกิจกรรมเป็นค่าอาหาร ค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายอื่นๆ 2000 บาท (ไม่รวมค่ารถไปกลับ บริจาคเพิ่มอีก 600 บาท)

 รายละเอียดของกิจกรรมบรรยายและภาวนาของริมโปเช จะประกาศให้ทราบอีกครั้ง  

ผู้สนใจกรุณาลงทะเบียนที่ 1000tara@gmail.com โทร 0878299387; 0833008119

 

ขอขอบคุณและอนุโมทนาต่อทุกท่านที่ได้สนับสนุนกิจกรรมของมูลนิธิอย่างดีเสมอมา 

ด้วยความปรารถนาดี

รศ. ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์

ประธานมูลนิธิพันดารา

———

Dear all,

We are sending you the news on our upcoming activities. Dr. Tsedor Nyarongsha from the Nyarongsha medical institute in Lhasa is seeing patients on 24-27 August 2013 at the Foundation House. Interested persons, please contact us at 1000tara@gmail.com for reservation. There will be a doctor’s fee of 400 baht, not including the medicines. Kindly bring your first urine sample of the day.

We are also delighted to inform you that Ven. Kunga Sangbo Rinpoche (from Ngorchen Sakyapa Lineage) is coming back to Thailand. Rinpoche will be guiding us on how to meditate on Green Tara and White Tara as well as give a talk on how to cultivate wisdom. However, the talks will be translated from Tibetan into Thai. If you do not speak Thai and you are interested in attending Rinpoche’s teachings, we will try to assist you through English interpretation. Kindly let us know at least a week in advance.

Rinpoche’s teachings are scheduled on the following dates:

 

18 September, 4-8 pm. Foundation House. 

“Cultivating wisdom in Tibetan Buddhism.”

Refreshements will be served.

 

22 September, 9-5 pm. 105 Mahachulalongkorn Building, Chulalongkorn University.

“Tara and Bodhisattva Training, with Green Tara practice and empowerment” 

The seminar in the morning sessions will be led by Ajarn Sulak Sivaraksa, Khun Rosana Tositrakul and Ajarn Krisadawan Hongladarom. The practice and empowerment starts at 1 pm.

Lunch and refreshments will be served. 

 

26-27 September. Kundrol Ling (Khadiravana Center), Hua-Hin.

“White Tara and Long Life Practice.”

All is welcome to join this special retreat and receive a White Tara empowerment at the end of the retreat. 

Suggested donation: 2,000 baht for food and other expenses. If you need a transportation, there will be an additional cost of 600 bath for a round trip between Bangkok and Hua-Hin.

 

More detail will be posted in our facebook page http://www.facebook.com/1000tara and in my blog https://krisadawan.wordpress.com

 

Sincerely Yours

Dr. Krisadawan Hongladarom

President, the Thousand Stars Foundation

Sherab Chamma One-Day Retreat

 

1175447_493157770768022_118281857_n

 

 

กำหนดการ กิจกรรมภาวนาพระมหามารดาเชรับ ชัมมา
วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม 2556
บ้านมูลนิธิพันดารา

09.00 ลงทะเบียน กราบอัษฎางคประดิษฐ์
09.30 พื้นฐานการภาวนา การเจริญปัญญากับความรัก อานิสงส์ของการปฏิบัติ
10.30 พักชา/กาแฟ
10.45 สวดมนต์และทำสมาธิถึงพระแม่ชัมมา
11.30 ซักถาม
12.00 รับประทานอาหารกลางวัน
13.00 ชัมมากับการตื่นรู้ภายใน การเข้าถึงสภาวะศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นมารดา
14.00 พักชา/กาแฟ
14.15 มนตรา สมาธิภาวนา สนทนาธรรม
15.00 อุทิศบุญกุศล

ภาพทังกาพระมหามารดาเชรับ ชัมมา อยู่ในรูปสัมโภคกาย พระหัตถ์ขวาถือโถน้ำอมฤตแห่งการบำบัดรักษา พระหัตถ์ซ้ายถือดอกบัว ในดอกบัวมีกระจกซึ่งแสดงศักยภาพในการสะท้อนสิ่งต่างๆ กระจกนี้แสดงถึงจิตภายในที่เชื่อมโยงเรากับพระพุทธเจ้า เราทุกคนมีคุณสมบัตินี้ การสวดมนต์และสมาธิเป็นดังการขจัดฝุ่นผงที่เกาะกระจกให้หมดสิ้นไป เมื่อกระจกใส เราจะเห็นพระแม่ชัมมาที่แท้ ในสภาวะสูงสุด ทรงเป็นหนึ่งเดียวกับพระปรัชญาปารมิตาผู้ดำรงอยู่ในศูนยตาอันไพศาล
http://bonpo-arts.com/sherab_chamma.html

Getting to Know Vajrayana Buddhism (2)

IMG_4544

 

รู้จักพุทธวัชรยาน (2)

ก่อนเราจะทำความรู้จักมรรควิถีตันตระและซกเช็น มีบางประเด็นเกี่ยวกับวิถีพระสูตรสำหรับนักบวชซึ่งได้กลายเป็นข้อสงสัยสำหรับผู้คนมากมาย หลายคนถามว่า ลามะทิเบตแต่งงานได้หรือไม่

คำว่า ลามะ ในคำถามนี้ไม่ได้หมายถึงพระอาจารย์ซึ่งเป็นความหมายที่แท้ของศัพท์นี้ แต่หมายถึงพระภิกษุธรรมดาซี่งชาวทิเบตจะไม่เรียกว่าลามะ คนไทยเรามักจะเรียกกันผิดเสมอ แม้จะได้รับคำอธิบาย ก็ยืนยันจะเรียกพระทิเบตทุกรูปว่าลามะ อาจเป็นเพราะทำให้เราแบ่งแยกความแตกต่างระหว่างพระทิเบตกับพระไทยได้อย่างชัดเจน

คำตอบคือ พระทิเบตแต่งงานไม่ได้ ท่านถือศีลปาฏิโมกข์ 250 ข้อ (ของไทย 227 ข้อ) ซึ่งข้อสำคัญที่สุดข้อหนึ่งคือการถือพรหมจรรย์ อย่างไรก็ตาม วิถีการปฏิบัติและสืบพระธรรมของทิเบตมีความซับซ้อน พระอาจารย์โดยเฉพาะในสายยุงตรุงเพิน (พุทธเพิน) และสายญิงมาปะ หากสืบสายการปฏิบัติธรรมของพระอาจารย์ในอดีตที่เป็นโยคีโดยเฉพาะผู้เป็นเตรเตินปะ (พระอาจารย์ที่ค้นพบธรรมสมบัติเพื่อประโยชน์ของสรรพสัตว์) สามารถมีครอบครัวได้ โดยปกติท่านเหล่านั้นมักจะนุ่งสบงและ/หรือครองจีวรแบบโยคี ด้วยผ้าขาว ไว้ผมยาว หรือนุ่งสบงสีขาว ครองจีวรสีแดง ซึ่งทำให้ท่านดูต่างจากพระภิกษุโดยทั่วไป และในโลกสมัยใหม่นี้ ท่านอาจแต่งตัวเหมือนบุคคลทั่วไปในสังคม

เนื่องจากท่านเหล่านั้นมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลวัดและปกครองลูกศิษย์ซึ่งเป็นพระธรรมดา ในปัจจุบัน เราจึงเห็นหลายท่านโกนผมและแต่งกายเหมือนพระภิกษุ แต่ขอให้รู้ว่าท่านไม่ได้กำลังผิดศีล แต่จริงๆ แล้ว ท่านเป็นโยคี เพียงแต่ลักษณะภายนอกท่านอาจดูเหมือนนักบวชทั่วไป ซึ่งประเด็นนี้พระอาจารย์ในนิกายที่ถือเพศบรรพชิตเป็นหลักก็มีวิพากย์วิจารณ์บ้าง อย่างไรก็ตาม อาจมีผู้ที่อยู่ในเพศบรรพชิตที่แอบมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งถือว่าผิดศีลปาราชิกเช่นเดียวกับฝ่ายไทยหากมีการจับได้

ประมุขของนิกายสาเกียปะ สมเด็จพระสังฆราชสาเกีย ทริซิน ตามประเพณีจะไม่ได้เป็นพระภิกษุ แต่เป็นโยคี ท่านอยู่ในลักษณะครองเรือน บุตรของท่านซึ่งเป็นโยคีเช่นเดียวกันมีหน้าที่ในการปกครองวัดและสืบทอดพระธรรม แต่พระภิกษุอื่นๆ ทั้งหมดในนิกายนี้ล้วนแต่ถือศีลปาฏิโมกข์ (และยังมีการถือศีลโพธิสัตว์รวมทั้งศีลตันตระด้วย) ซึ่งประเพณีได้มีการสืบต่อกันมาตั้งแต่กำเนิดนิกายสาเกียปะขึ้นในปี ค.ศ. 1073 โดยท่านเคิน โกนชก เกียลโป

พระทิเบตยังมีลักษณะสำคัญต่างจากพระไทยตรงที่ท่านเหล่านั้นมักจะตั้งปณิธานบวชตลอดชีวิต ทางวัดจึงไม่ได้เปิดโอกาสให้มีการบวชเพื่อศึกษาเล่าเรียนระยะสั้นๆ หรือบวชเพื่อแก้บน ทำบุญให้ผู้ล่วงลับ ฯลฯ ในระดับพระอาจารย์ หากมีความจำเป็นต้องลาสิกขา เช่น ท่านเชียมเกียม ทรุงปะ ริมโปเช ซึ่งเป็นลามะชั้นสูงแห่งวัดเซอร์มังในแคว้นคามแห่งทิเบตตะวันออก ลูกศิษย์ก็จะไม่วิพากย์วิจารณ์ท่าน ยังคงเคารพรักท่านเหมือนเดิม เพราะคำว่า ลามะ อันหมายถึง มารดาผู้เหนือกว่ามารดาใดๆ (supreme mother) ไม่ได้ขึ้นกับการแต่งกายและรูปแบบภายนอก แต่เป็นตำแหน่งที่สืบทอดกันมาหลายภพหลายชาติ พวกเขาจะคิดเสมอว่า คุรุกับศิษย์ผูกพันกันจนถึงการตรัสรู้

อีกลักษณะหนึ่งที่เราจะเห็นจากพระทิเบตซึ่งทำให้คนไทยเราไม่เข้าใจ เช่น การที่ท่านจับมือผู้หญิงได้ หรือรับของจากมือผู้หญิงได้โดยตรง ท่านฉันอาหารมือเย็นได้ จริงๆ หากปฏิบัติตามศีลที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ จะทำไม่ได้ แต่สมเด็จองค์ดาไลลามะก็ได้ตรัสว่า ศีลก็ต้องมีการปรับปรุงให้เหมาะสมกับยุคสมัยปัจจุบัน การที่พระทิเบตจับมือผู้หญิงก็ไม่ได้ต่างจากการจับมือผู้ชาย เพราะทั้งชายและหญิงก็ล้วนแต่เป็นสัตว์โลก การจับมือต้องเป็นไปด้วยความปรานีดุจดังพระโพธิสัตว์โปรดสัตว์โลก เราอย่าลืมว่าท่านถือศีลโพธิสัตว์ซึ่งเน้นการปฏิบัติต่อสัตว์ทั้งหลายอย่างเท่าเทียมกัน และในฝ่ายตันตระเองก็มีการกำหนดการมองสัตว์โลก ว่าทุกชีวิตคือสภาวะศักดิ์สิทธิ์ ต่างมีจิตพุทธะภายใน นั่นคือ มีศักยภาพในการหลุดพ้น

ส่วนในเรื่องอาหารเย็นก็เช่นกัน ในทิเบตที่มีอากาศหนาวเย็นและอาหารมีน้อยอยู่แล้ว การรับประทานอาหารเย็นไม่ถือว่าเป็นการผิดธรรมวินัย แต่การรับประทานนั้นก็ไม่ใช่เพื่อความเพลิดเพลิน แต่เป็นการบำรุงกายเนื้ออันประเสริฐเพื่อให้กายนี้ได้รับใช้สรรพสัตว์และได้เป็นพาหนะสำหรับการพัฒนาจิตจนเข้าถึงการรู้แจ้ง รูปแบบการปฏิบัติธรรมบางอย่าง เช่น การกราบอัษฎางคประดิษฐ์ เน้นพละกำลังเพื่อให้เราได้ใช้กายเนื้อเพื่อการภาวนาให้มากที่สุด กายเนื้อนี้จึงต้องการอาหารที่พอเพียง แต่ก็มีการปฏิบัติสมาธิที่เน้นการไม่รับประทานอาหาร (ต้องได้รับการควบคุมอย่างใกล้ชิดจากคุรุอาจารย์) ในระหว่างไม่ทานอาหารซึ่งอาจเป็น 1 วัน ไปจนถึง 7 วัน เราจะอยู่กับพลังจากจักรวาล อยู่กับพลังมนตราที่เป็นอาหารชั้นเยี่ยมของร่างกาย

ในตอนที่ผู้เขียนไปกราบอัษฎางคประดิษฐ์ในทิเบต พระอาจารย์กุงกา ซังโป ริมโปเช ลามะในนิกายสาเกียปะ ได้มาเยี่ยม พร้อมกับต้มเนื้อจามรีและนำนมเนยมาให้ผู้เขียน เป็นเหตุการณ์ที่ประทับใจมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตด้วยพระอาจารย์ท่านฉันมังสวิรัติ แต่ท่านต้มเนื้อจามรีมาให้ แล้วบอกว่า ขอให้รับประทานอาหารให้ดีที่สุด เพื่อให้กายนี้แข็งแรง มีกำลัง จะได้กราบได้มาก จะได้ลุล่วงเป้าหมายของการจาริกแสวงบุญ

พูดถึงอาหารมังสวิรัติ ผู้ปฏิบัติธรรมทิเบตส่วนใหญ่ต่างจากพระจีนและผู้นับถือพระแม่กวนอิมที่ไม่รับประทานเนื้อวัว พวกเขามักไม่ได้ละเว้นการกินเนื้อ แต่มักจะหลีกเลี่ยงการกินอาหารทะเล ด้วยเชื่อว่า ชีวิตเล็กๆ ของสัตว์ทะเลไม่สามารถทำให้เราอิ่มท้องได้ ทำให้ต้องเบียดเบียนสัตว์เป็นจำนวนมาก แต่สัตว์ใหญ่อย่างจามรี หนึ่งตัวเลี้ยงคนได้ทั้งหมู่บ้าน

การกล่าวว่าต้องมีการปรับปรุงศีลให้เหมาะกับยุคสมัยหรือสภาพแวดล้อม ไม่ได้แปลว่านักบวชจะทำอะไรก็ได้ ศีลข้อไหนอยากเก็บไว้ก็เก็บ ข้อไหนทำไม่ได้หรือไม่ต้องการก็ละทิ้งไป ผู้เป็นพระอาจารย์จึงมีหน้าที่ยิ่งใหญ่ที่จะดูแลและกำหนดพฤติกรรมของศิษย์ วัดทิเบตจำนวนมากมีพระลูกศิษย์ถึง 300-400 รูป จึงเป็นสิ่งท้าทายที่จะให้ทุกคนได้ปฏิบัติภายใต้พระธรรมวินัย และโดยเฉพาะเมื่อพระส่วนใหญ่มาบวชเรียนตั้งแต่อายุยังน้อย ปกติตามวัดจะมี เกกู หรือพระผู้คุมกฎคอยดูแลสอดส่องความเป็นไปของพระลูกวัด ดังเช่นที่เราเห็นในภาพยนตร์เรื่อง The Cup

มรรควิถีตันตระ (Transformation Way)

ตันตระเป็นชื่อคัมภีร์อีกชุดหนึ่งซึ่งเชื่อว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ถ่ายทอดแต่ถ่ายทอดในลักษณะพิเศษระหว่างคุรุกับศิษย์ ไม่ได้ทำในที่สาธารณะ สำหรับนิกายยุงตรุงเพิน พระพุทธเจ้าองค์ผู้ถ่ายทอดอยู่ในลักษณะสัมโภคกาย ทรงไม่ได้ถ่ายทอดทางวาจา แต่ทางกระแสแห่งพร เรียกว่า โกงปา ถ่ายทอดมาเป็นลำดับขั้นจนถึงผู้ปฏิบัติธรรมที่เป็นมนุษย์ แล้วท่านสอนทางวาจาจนเราได้รับคำสอนนี้อย่างต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน โดยคัมภีร์นี้ได้มีการรจนาเป็นลายลักษณ์อักษรและปฏิบัติอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ก่อนจะพูดถึงรายละเอียดของคัมภีร์ จะขอพูดถึงลักษณะการมองโลกของผู้ปฏิบัติตันตระก่อน

มรรควิถีนี้มีปรัชญาเพื่อการเปลี่ยนโลก เราจะไม่วิ่งหนีกิเลส ไม่ดูดายกับความเป็นไปของโลก แต่มุ่งเน้นเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้น ให้รื่นรมย์ขึ้น เปลี่ยนจากความไม่บริสุทธิ์แห่งกิเลสห้าให้เป็นความบริสุทธิ์แห่งปัญญาห้า เปลี่ยนความโกรธให้เป็นความรัก เปลี่ยนความอิจฉาริษยาให้เป็นมุทิตา เปลี่ยนโลกที่เราอยู่ไม่ว่าจะน่าเกลียดน่ากลัวเพียงไร ให้เป็นพุทธเกษตร สวรรค์อันผ่องแผ้วของพระพุทธเจ้า มรรควิถีนี้จึงเน้นการมองโลกอย่างไม่ผลักไส สังสารวัฏกับนิพพานไม่แยกจากกัน ดุจดังหน้ากลองดามารุที่มีสองหน้าเพื่อสื่อถึงความจริงสองด้าน ต่างจากมรรควิถีพระสูตรซึ่งเน้นการมองว่าทุกสิ่งคือภาพลวงและการละความจริงระดับสมมุติไปสู่ความจริงในระดับสูงสุด

(ยังมีต่อ)

กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์
21 สิงหาคม 2556

หมายเหตุ : ข้อความที่เขียนในบทความนี้เขียนจากความเข้าใจ จากประสบการณ์การเดินทางในทิเบตและการเดินทางทางจิตใจของผู้เขียน ไม่ได้เขียนจากการค้นคว้า จากมุมมองของนักวิจัยที่จะต้องให้คลอบคลุมทุกประเด็น ทุกนิกาย และต้องมองสิ่งที่เขียนอย่างไม่มีความรู้สึกผูกพัน ผู้เขียนเบื่อหน่ายต่องานวิจัยและหนังสือจำนวนมากเกี่ยวกับวัชรยานที่เต็มไปด้วยอคติ ในระยะหลังจึงมุ่งอ่านเพียงบทสวดมนต์ คู่มือปฏิบัติ งานเขียนของคุรุอาจารย์ที่ถ่ายทอดเป็นภาษาทิเบตและงานเขียนของคุรุในโลกปัจจุบันที่มีใจเปิดกว้าง ดังเช่น งานเขียนของสมเด็จองค์ดาไลลามะ

Getting to Know Vajrayana Buddhism (1)

 

 

photo-97

รู้จักพุทธวัชรยาน

ในพุทธทิเบตที่เราเรียกว่า “พุทธวัชรยาน” ไม่ได้ประกอบด้วยหนทางการปฏิบัติธรรมเดียว มีหลายวิธีการและหลายมรรควิถีในยานใหญ่นี้ ซึ่งแม้จะมีพื้นฐานอุดมคติเดียวกัน นั่นคือ การเข้าถึงโพธิญาณเพื่อกลับมายังประโยชน์ต่อสรรพสัตว์ แต่รูปแบบและการมองโลกอันนำไปสู่การอุทิศตนเพื่อสัตว์โลกแตกต่างกัน

วิถีแห่งการละโลก (Renunciation Way)

ผู้ดำรงอยู่บนหนทางของการละโลก ดังเช่นนักบวชมุ่งเน้นขัดเกลาจิตใจให้ผ่องแผ้ว ละวางจากเรือนและการงาน ทุ่มเทชีวิตเพื่อค้นหาสัจธรรมและทำงานทางธรรม โดยในทิเบตเน้นการศึกษาพระสูตร พุทธปรัชญา โต้วาทีธรรม สร้างเครื่องรองรับกาย วาจา ใจของพระพุทธเจ้า (หล่อพระ ชำระคัมภีร์ สร้างวิหาร สถูปเจดีย์) และจำศีลภาวนา จนได้รับการสลายบาปกรรมและจิตเกิดปัญญารู้ธรรม

ดังเช่นโอวาทของพระอาจารย์ซูเชน ริมโปเชที่ให้แก่พระภิกษุที่วัดของท่านว่า

“ท่านทั้งหลายมาบวชในวัดขอให้จำใส่ใจว่ามีเพียงจุดหมายหลักสองประการ คือเพื่อขัดเกลาตนเองให้สะอาดบริสุทธิ์ ให้มีเวลาและความเพียรในการทุ่มเทชีวิตจิตใจเพื่อการปฏิบัติธรรม และเพื่อศึกษาเล่าเรียนพระพุทธธรรมจนสามารถสืบพระวจนะของพระพุทธองค์ไปยังผู้คนในสังคมและในรุ่นอายุต่อไป หากมีเป้าหมายอื่นที่นอกเหนือจากนี้ ก็ขอให้ทราบว่านั่นไม่ใช่เป้าหมายของวัด”

พระในวัดจึงได้รับการสอนให้ศึกษาพระสูตร พระอรรถกถา และวิชาความรู้อันเป็นภูมิปัญญาเก่าแก่ของทิเบต เรียกว่า ศาสตร์ใหญ่ห้า ได้แก่ หัตถศิลป์ (รวมการหล่อพระ ทำงานพุทธศิลป์) ศาสตร์แห่งการบำบัดรักษา (การแพทย์) ภาษาศาสตร์ ตรรกศาสตร์ และพุทธศาสตร์

แม้ว่าในหมู่พระภิกษุผู้มีสติปัญญาดีและมีความตั้งใจที่จะทำประโยชน์แก่สรรพสัตว์ได้อย่างรวดเร็วจะมีโอกาสได้รับคำสอนเพิ่มเติมในสายตันตระและ/หรือซกเช็นซึ่งเน้นการมองโลกในอีกลักษณะและเน้นการทำสมาธิในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งเชื่อว่าจะนำไปสู่การรู้แจ้งที่รวดเร็วขึ้นเพื่อให้ได้ทำประโยชน์แก่สัตว์โลกได้เร็วขึ้น พระภิกษุโดยทั่วไปใช้เวลาส่วนใหญ่กับการศึกษาพระสูตรเป็นสำคัญ

พระภิกษุมีศีลที่กำหนดรูปแบบพฤติกรรมและการตั้งจิต จำนวนศีลมีตั้งแต่ 25 ข้อ (สำหรับสามเณร) ไปจนถึง 250 ข้อ อย่างไรก็ตาม พระภิกษุของทิเบตส่วนใหญ่ยังถือศีลมากกว่านี้ ได้แก่ ศีลโพธิสัตว์ซึ่งเป็นหัวใจของความเป็นพุทธมหายานและศีลตันตระซึ่งเน้นการปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้าตามคัมภีร์อีกชุดหนึ่งที่เรียกว่า คัมภีร์ตันตระ

หลังพระอาจารย์อตีศะ Atisha (ค.ศ. 980-1054) เข้ามาในทิเบต ท่านได้สังคายนาพระธรรมวินัย ได้สร้างระบบการปฏิบัติเพื่อเน้นวิถีของพระสูตรให้เข้มแข้ง ก่อนหน้านั้น ผู้ปฏิบัติธรรมทิเบตเป็นโยคีและโยคินีเป็นหลัก วิถีนี้ได้รับการสืบต่อและมีความรุ่งเรืองอย่างมาในสมัยพระอาจารย์ซงคาปา Tsongkhapa (ค.ศ. 1357-1419) จนกลายมาเป็นนิกายเกลุกปา ซึ่งได้กลายมามีอำนาจทางการเมืองในสังคมพุทธทิเบต

หากดูตามเป้าหมายของสายการปฏิบัติแห่งการละโลก ผู้ปฏิบัติได้รับการฝึกให้ปล่อยวางจากกระแสโลก มิได้เพื่อให้เห็นแก่ตัว ให้ดูดายต่อความทุกข์ยากของผู้คนในสังคม แต่เพื่อให้ทุ่มเทชีวิตจิตใจเพื่อการหลุดพ้นอันจะนำมาสู่การช่วยเหลือสรรพสัตว์ในหลายภพหลายชาติและได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่า นักบวชจะเอาแต่โต้วาทีธรรม หรือสวดมนต์ทำสมาธิ ในยามที่มีความจำเป็นเกิดขึ้น เช่น เกิดภัยพิบัติ เรากลับเห็นเหล่านักบวชทั้งหญิงและชายผนึกกำลังกัน ออกมาเป็นจิตอาสาเพื่อช่วยบำบัดความทุกข์ของผู้คน และในสังคมทิเบตเอง เราก็เห็นพระออกมาประท้วง แม้แต่จนเผาตัวเองตาย

เราได้พูดถึงพระภิกษุ แต่ไม่ได้พูดถึงภิกษุณีและสามเณรีซึ่งในทิเบตยังขาดความเข้มแข็ง เพราะโอกาสที่ผู้หญิงจะได้ปฏิบัติธรรรมด้วยการเกื้อกูลจากสถาบันหรือองค์กรมีน้อยมาก นักบวชต้องสร้างเรือนภาวนาเอง ต้องหาอาหารรับประทานเอง (ไม่มีระบบการออกบิณฑบาตรเหมือนในไทย) อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน เริ่มมีการสร้างสถานปฏิบัติธรรมของผู้หญิงมากขึ้น วันหนึ่ง เราคงเห็นนักบวชหญิงได้โต้วาทีธรรมและศึกษาพระธรรมอย่างเต็มที่ดังเช่น โอกาสที่นักบวชชายได้รับ

ยังมีมรรควิถีตันตระและซกเช็น (อื่นๆ) ซึ่งหล่อหลอมความเป็นพุทธทิเบตเอาไว้ หากใครปรารถนาจะเข้าใจทิเบต จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเพิกเฉยต่อการศึกษามรรควิถีเหล่านี้ และในสายทิเบตไม่ได้เน้นว่าเฉพาะผู้ออกบวชเท่านั้นจึงจะถือว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมและสามารถเข้าถึงการรู้แจ้ง

(ยังมีต่อ)

กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์