Special Event on Dharma, Love & Kailash Pilgrimage

มูลนิธิพันดารา

ขอเชิญร่วมฟังการบรรยายและกิจกรรมพิเศษ

“ประมวลธรรม ประมวลรัก”

— เหตุเกิด ณ ไกรลาศ

                                           วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2556 เวลา 08.30-17.00 น.

                                          หอประชุมคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จัดโดย มูลนิธิพันดารา เครือข่ายและองค์กรภาคี

ร่วมกับ ศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

_______________

เมื่อช่วงแห่งการเฉลิมฉลอง สากา ตาวา (วิสาขบูชา) ของชนชาวทิเบตที่ผ่านมา (19-31 พค. 56)  มูลนิธิพันดารา โดยรศ. ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ และคณะผู้จาริกบุญ นำโดยอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ได้เดินทางไปยังภูเขาไกรลาศ ทางภาคตะวันตกของทิเบต ซึ่งเชื่อว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ดุจดังพุทธเกษตรบนโลกมนุษย์ สถานที่ที่ผู้จาริกบุญนับแสน นับล้านคน ปรารถนาจะเดินทางมาถึงสักครั้งหนึ่งในชีวิต ผู้คนที่ไปเยือนภูเขานี้แม้ต่างเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ หรือวิถีความเชื่อ แต่เป้าหมายการจาริกบุญ เพื่อให้การเดินทางภายนอกเปิดโลกแห่งการภาวนาและเรียนรู้ภายใน พร้อมกับบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งศรัทธาตามมรรควิถีของตน

ดูเหมือนว่า ภูเขาไกรลาศจะเป็นที่เดียวในโลกที่ได้ร้อยดวงใจผู้คนจากหลากหลายความเชื่อ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นผู้นับถือศาสนาเชน ฮินดู พุทธ (พุทธทั่วไปที่สืบสายจากพุทธวงศ์และคุรุอาจารย์จากอินเดีย หรือพุทธเพิน ผู้สืบสายจากพุทธวงศ์และคุรุอาจารย์ในทิเบต) หรือเป็นผู้คนในโลกสมัยใหม่ เป็นคนหนุ่มสาวที่มีธรรมะในจิตใจ

สำหรับชาวทิเบตเอง พวกเขาเดินทางอย่างยากลำบากจากบ้านเกิดอันไกลโพ้นเพื่อมาสักการะภูเขาลูกนี้ บางคนกราบอัษฎางคประดิษฐ์มาเป็นพันกิโลจากภาคตะวันออกของที่ราบสูงเพียงเพื่อให้ได้ใช้กายเนื้อให้ดีที่สุด ให้แต่ละช่วงตัวที่ได้กราบเป็นการสลายบาปกรรมและบำเพ็ญบารมี ทั้งเพื่อประโยชน์ส่วนตนและผู้อื่น อันมักรวมคุรุอาจารย์และบุพการี

การจาริกไปไกรลาศจึงเป็นบทเรียนทางธรรมสำคัญของผู้เดินทางและเป็นความหวังกำลังใจสำหรับความรักในมิติแห่งจิตวิญญาณ ความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขต่อสรรพสัตว์ ความกตัญญู ความปรองดองอันได้เบิกบาน ณ ที่แห่งนี้มานับพันปี และความรักนี้ได้กลายเป็นพลังที่นำความสงบและสันติสุขมาสู่ชีวิตแม้เราจะอยู่ท่ามกลางกระแสแห่งวัตถุนิยม

ระหว่างเส้นทางจาริกนั้น  คณะผู้จาริกบุญพันดาราได้ร่วมกันทำสมาธิภาวนาที่ถ้ำมิลาเรปะ (มหาโยคีชาวทิเบตในศตวรรษที่ 11 ผู้มีเรื่องราวชีวิตและการปฏิบัติธรรมที่เป็นอมตะ) ปฏิบัติธรรมที่ทะเลสาบมนัสโรวาร์ สถานสรงน้ำของพระพุทธเจ้าเติมปา เชนรับ สักการะและทำบุญแบบทิเบต ณ สถานศักดิ์สิทธิ์ในนครลาซาและตลอดเส้นทางสู่ไกรลาศ

ขอเชิญผู้สนใจทุกท่านร่วมเรียนรู้วิถีแห่งการภาวนาโดยมีความรักต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ ความอ่อนน้อมต่อธรรมชาติที่เป็นดังครรภ์ของมารดา และความกตัญญูต่อคุรุอาจารย์และบุพการีเป็นแรงขับเคลื่อนให้ชีวิตนำไปสู่ความสุข และศานติในจิตใจ ขอเชิญร่วมแบ่งปันประสบการณ์จากการประมวลธรรม ประมวลรัก ณ ไกรลาศกับอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์และอาจารย์กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ ผู้พร้อมจะมาแบ่งปันประสบการณ์บนเส้นทางจาริกบุญ  เพื่อนำพาเราไปสู่ความเข้าใจเรื่องความรักและศานติแห่งจิตใจ

ไม่ว่าการจาริกจะยาวไกล ยากลำบากสักเพียงใด เป้าหมายมิใช่เพื่อตนเอง หากด้วยปณิธานมุ่งมั่นแห่งโพธิจิตที่ว่า

 

“ดังพระพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์ทั้งหลายทรงเจริญโพธิจิต

ด้วยผลบุญที่ข้าพเจ้าได้ทำในสามกาล

ข้าพเจ้าขอเจริญโพธิจิต

เพื่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ได้เข้าถึงพระสัมมาสัมโพธิญาณ”

 

มูลนิธิพันดารา จึงขอเชิญชวนท่านผู้สนใจ ร่วมรับฟังการบรรยายและร่วมกิจกรรม นอกจากนี้ ในงานยังมีการจำหน่ายสินค้าทิเบต/หิมาลัย สินค้าคุณภาพดีและของสะสมจากเหล่าญาติธรรมผู้มีจิตศรัทธานำมาร่วมโครงการ “ของฉัน…ปันเป็นบุญ” เพื่อระดมทุนร่วมกันสร้างฐานรากพระศานติตารามหาสถูป  สถานที่สำหรับปฏิบัติธรรม และบำเพ็ญบารมี ณ ศูนย์ขทิรวัน ต. หนองพลับ อ. หัวหิน จ. ประจวบคีรีขันธ์

ลงทะเบียน

สนใจเข้าร่วมกิจกรรม  ส่งชื่อ-นามสกุล  ลงทะเบียนได้ที่  1000tara@gmail.com  โทรศัพท์ 0878299387 (ป้าต๋อย) 0833008119 (คุณใหม่) ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมกิจกรรม มีอาหารว่างบริการ สามารถร่วมบริจาคสนับสนุนกิจกรรมและทำบุญในโครงการพระมหาสถูปได้ตามกำลังศรัทธา

กำหนดการ 

ประมวลธรรม ประมวลรัก – เหตุเกิด ณ ไกรลาศ

วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2556

8.30 ลงทะเบียน

9.00    ภาวนาเพื่อรักและศานติ

9.15 ปาฐกถานำเรื่อง “ประมวลธรรม ประมวลรัก”  โดย อ.ประมวล เพ็งจันทร์

10.30 พักและเยี่ยมชมบูธ

11.00 “ทงเลน บทภาวนาว่าด้วยความรัก” โดยอ. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์

12.00   พักเที่ยงและเยี่ยมชมบูธ

13.00  ศิลปะภาวนาแห่งมิตรภาพ โดยอ. มิว เยินเต็น และอ.วรรณวิภา มาลัยนวล

14.00 ดนตรีกับความรัก โดย คุณเมธี จันทรา

14.30 พักอาหารว่าง เยี่ยมชมบูธ

15.00  เสวนาเรื่อง “เหตุเกิด ณ ไกรลาศ”

โดย อ.ประมวล เพ็งจันทร์ อ.กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ และคณะจาริกบุญ

17.00 จบกิจกรรม

 

Advertisements

Upcoming Retreat on Tibetan Mindfulness of Death, 14-16 June 2013

กิจกรรมมูลนิธิพันดารา
14-16 มิถุนายน 2556

คอร์สภาวนา เตรียมตัวตายอย่างมีสติ
ตอน การแตกสลายของธาตุ และการเตรียมจิตระยะสุดท้าย

ศูนย์ขทิรวัน หัวหิน

 

โดยปกติเราควรฝึกจิตให้ตื่นรู้ เบิกบาน อยู่ตลอดเวลา การฝึกต้องทำอย่างสม่ำเสมอในขณะที่เรายังแข็งแรง เมื่อวันที่เราป่วยหนักมาถึง ถ้าเรายังไม่เคยฝึกจิตให้คิดแต่สิ่งดีๆ ให้รู้จักให้อภัย หรือปล่อยวาง เราอาจโกรธเกลียดความเจ็บป่วยซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพกายและใจของเราเลย แล้วเมื่อวาระแห่งลมหายใจสุดท้ายมาถึง เราจะจากไปอย่างทุรนทุราย

ตั้งแต่เกิดสัญญาณแห่งความตายซึ่งเกี่ยวข้องกับการแตกสลายของธาตุไปจนถึงขณะ ที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายหมดไปและเกิดการตายอย่างสมบูรณ์ทั้งภายนอกและภายใน มีความจำเป็นมากที่เราจะต้องประคับประคองจิตใจของเราให้ไม่ตระหนกตกใจ ไม่หวาดโกรธ ไม่เศร้าเสียใจจากการยึดติดผูกพัน ไม่น้อยใจหากไม่ได้รับการดูแล ไม่โกรธหรือเคืองแค้นผู้ใด จิตใจภายในนี้ละเอียดอ่อนมาก และในยามที่กายค่อยๆหมดพละกำลัง จิตที่ไม่ได้รับการฝึกก็จะยิ่งเสื่อมถอย ดิ่งลึกไปในความมืดมน ดุจดังลงไปสู่ก้นบึ้งของทะเลในยามค่ำคืน

ชาวทิเบตเชื่อว่าเวลาสุดท้ายนั้นมีผลต่อการเดินทางต่อของจิตวิญญาณ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงพยายามทำอย่างดีที่สุดที่จะให้ผู้ที่กำลังจะล่วงลับจากไปอย่างสงบ สันติและมีสติ ไปพร้อมกับจิตที่มั่นคงในพระรัตนตรัยและในครูอาจารย์ของเขา แต่ละสัมผัสที่ให้ในขณะนั้นจะละมุนละม่อม เปี่ยมไปด้วยความกรุณา เพราะในขณะนั้นผู้กำลังจะล่วงลับไม่สามารถช่วยตัวเองได้อีกแล้ว มือที่เราไปสัมผัสเขาจึงต้องเต็มไปด้วยความรัก วาจาที่เราคุยกับเขาจึงต้องเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ไม่ว่าดูภายนอกเขาจะรับรู้หรือไม่ แต่ดวงจิตเขายังอยู่ ดวงจิตเขาต้องการความรักของเรา ต้องการคำเตือนให้นึกถึงครูอาจารย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เขาเคารพบูชา เพื่อให้ดวงจิตของเขาไม่ว้าเหว่ ให้มีกำลังใจ และพร้อมที่จะไปเผชิญกับสภาวะใหม่ที่เรียกว่า “บาร์โด”…

 

ในคอร์สนี้ เราจะทำความเข้าใจเรื่องของความตายและการ  เตรียมตัวตายจากมุมมองในพระพุทธศาสนาแบบทิเบต ฝึกฝน วิธีการที่จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่นสำหรับการเตรียมจิตเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง พร้อมเรียนรู้วิธีธำรงรักษาธาตุให้สมดุลย์เพื่อสุขภาพกายใจ

 

รูปแบบการอบรม : บรรยาย สนทนาธรรม ทำสมาธิ เดินภาวนา สวดมนตรา อ่านคัมภีร์ร่วมกัน 

 

อาจารย์ผู้นำภาวนา
รศ.ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทิเบตจากมหาวิทยาลัยอินเดียน่าและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์สอนธรรมะโดยได้รับมอบคำสอนจากพระอาจารย์ในหลายนิกายในพุทธวัชรยาน

อาจารย์มิว เยินเต็น ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมทิเบตของมูลนิธิ ผู้ได้รับการฝึกฝนจากแนวทางของการสอนในวัดทิเบตมาถึง 27 ปี 

 

อาจารย์วรรณวิภา มาลัยนวล อาจารย์จากสถาบันโยคะวิชาการและเครือข่ายชีวิตสิกขา

 

อาหารที่พัก
ทางมูลนิธิจะให้บริการอาหารมังสวิรัติ ผลไม้ อาหารว่าง และเครื่องดื่มร้อน/เย็น ตลอดช่วงภาวนา และจะจัดที่พักเป็นห้องพักในเรือนภาวนา เตนท์เดี่ยว หรือเตนท์ครอบครัว ที่ศูนย์ขทิรวันมีห้องน้ำสไตล์รีสอร์ทไว้บริการ

การเดินทางไปศูนย์ขทิรวัน
– เดินทางทางรถตู้ที่มูลนิธิจัดให้ ค่ารถไปกลับ 600 บาท
– ไปโดยรถยนต์ส่วนตัว (สามารถขอรับแผนที่ได้ทางอีเมล์)
– เดินทางโดยรถตู้ที่อนุสาวรีย์ชัยไปลงที่หัวหิน จากสถานีรถตู้ นั่งรถสองแถวป่าละอูไปลงหน้าศูนย์ (แต่เนื่องจากกิจกรรมนี้เริ่มช่วงเย็น ตั้งแต่บ่ายสามโมง จะไม่มีรถสองแถวให้บริการ)

บริจาคร่วมกิจกรรม
บริจาคร่วมกิจกรรม 1,500 บาทเพื่อเป็นค่าจ้างแม่ครัวและผู้ช่วย ค่าวัสดุอาหารสำหรับอาหารหลัก ค่าแรงคนงาน ค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายอื่นๆ 

 

ลงทะเบียน
ผู้สนใจกรุณาลงทะเบียนที่ 1000tara@gmail.com โทร 087-829-9387; 083-300-8119 

 

กำหนดการ

วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน 2556 

7.00 น. ผู้เดินทางโดยรถตู้ ขึ้นรถที่บ้านมูลนิธิ ซอยลาดพร้าว 11
11.00 น. เดินทางถึงศูนย์ขทิรวัน ปฐมนิเทศ
12.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน
14.00 น. กิจกรรมปรับทัศนคติและอบรมพื้นฐานการภาวนา
16.00 น. พัก
16.30 น. ความรู้เกี่ยวกับมรณศาสตร์แบบทิเบต
17.30 น. รับประทานอาหารเย็น
19.00 น. ทำวัตรเย็น นั่งสมาธิ สนทนาธรรม
21.00 น. เข้านอน

วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน 2556 

6.00 น. ทำสมาธิ กราบอัษฎางคประดิษฐ์
7.00 น. ดื่มน้ำปานะ เดินภาวนา และ/หรือ ทำวัตรเช้า
8.00 น. รับประทานอาหารเช้า
10.00 น. บาร์โดแห่งชีวิตและความตาย
12.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน
14.00 น. การแตกสลายของธาตุและการแยกกาย-จิต
16.00 น. พัก
16.30 น. นั่งสมาธิ มนตราภาวนา
17.30 น. รับประทานอาหารเย็น
19.00 น. ทำวัตรเย็น ทำพิธีให้ผู้ล่วงลับ สวดบทรัตนมาลัยและสวดมนตราดับทุกข์โศกของสัตว์โลก
21.00 น. เข้านอน 

 

วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน 2556
6.00 น. นั่งสมาธิ กราบอัษฎางคประดิษฐ์
7.00 น. เดินภาวนา กิจกรรมในสถูปมนตร์
8.00 น. รับประทานอาหารเช้า 

10.00 น. การธำรงรักษาธาตุเพื่อสุขภาวะกาย-ใจ

แบ่งปันประสบการณ์
12.30 น. รับประทานอาหารกลางวัน

14.00 น. เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ

Upcoming Events

กิจกรรมพันดารา เดือนมิถุนายน 2556

วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน กิจกรรมภาวนา “เชรับ ชัมมา กับการเข้าถึงสภาวะจิตเดิมแท้” 10.00-15.00 น. บ้านมูลนิธิพันดารา มีอาหารกลางวันบริการ

Sunday 2 June: Sherab Chamma Practice, Foundation House, 10 am – 3 pm. Lunch will be provided. No registration fees.

วันศุกร์ที่ 14- วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน คอร์สภาวนา “เตรียมตัวตายอย่างมีสติ ตอน การแตกสลายของธาตุและการเตรียมจิตระยะสุดท้าย” ศูนย์ขทิรวัน หัวหิน

Fri 14- Sun 16 June : Retreat on Tibetan Mindfulness of Death. This time we will focus on the dissolution of natural elements and how to prepare the mind at the moment of death. Kundrol Ling, Hua-Hin.

วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน เสวนาและภาวนา “ประมวลธรรม ประมวลรัก – เหตุเกิด ณ ไกรลาศ” โดยอ.ประมวล เพ็งจันทร์ อ.กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ อ.มิว เยินเต็น และอ.วรรณวิภา มาลัยนวล หอประชุมครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 08.30-17.00 น. ในงานมีจำหน่ายสินค้าทิเบตและเปิดตัวโครงการ “ของฉัน…ปันเป็นบุญ” ขอเชิญร่วมกิจกรรมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายและแบ่งปันของที่ไม่ได้ใช้และของใช้คุณภาพดี เพื่อนำรายได้สมทบทุนสร้างพระศานติตารามหาสถูป

Sat 22 June Seminar & spiritual event on Dharma, Love and Kailash Pilgrimage. Speakers are Dr. Pramuan Pengchan, Dr. Krisadawan Hongladarom, Aj. Meu Yonten, Aj. Wunwipa Malainuan. Auditorium, Faculty of Education, Chulalongkorn University, 8.30 am – 5 pm. No registration fees.

Sherab Chamma Practice, 2 June 2013

อีกครั้งกับกิจกรรมเมตตาภาวนาแบบทิเบตที่ทำให้เราได้เชื่อมโยงกับพระมหามารดาเชรับ ชัมมา ผู้เป็นหนึ่งเดียวกับความไพศาล ความเบิกบาน ปัญญายิ่งใหญ่ที่อยู่ภายในจิตของเราเอง ปัญญานี้ถ่ายทอดมาเป็นพระผู้เปี่ยมด้วยความรักและกรุณาต่อสรรพสัตว์
___________

p015_1_03

กิจกรรมภาวนา “เชรับ ชัมมา กับการเข้าถึงสภาวะจิตเดิมแท้”
วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน 2556 เวลา 10.00-15.00 น.
ณ บ้านมูลนิธิพันดารา
นำภาวนาโดย อาจารย์ กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์
ไม่เก็บค่าลงทะเบียน มีอาหารกลางวันบริการ

มูลนิธิพันดาราขอเชิญทุกท่านร่วมเรียนรู้และภาวนาถึงพระมหามารดา เชรับชัมมา ผเู้ป็นบุคลาธิษฐานถึงความรักความกรุณาของพระพุทธเจ้าและจิต อันบริสุทธ์ิผ่องแผ้ว ที่เรามีอยู่แล้ว กิจกรรมประกอบด้วยเสวนาธรรม สวดมนต์ และทำสมาธิ

หัวข้อการสนทนา ได้แก่ ธรรมชาติของจิต วิธีภาวนาและทำสมาธิถึงพระมหามารดาเชรับ ชัมมา อานิสงส์ของการปฏิบัติ และการฝึกฝนเพื่อเชื่อมโยงการปฏิบัติกับสภาวะจิตเดิมแท้

เนื่องจากกิจกรรมนี้จัดในช่วงที่ทางคณะของมูลนิธิเพิ่งกลับจากการจาริกแสวงบุญที่ภูเขาไกรลาศ ทางตะวันตกของทิเบต จึงจะมีการแบ่งปันธรรมะและประสบการณ์จากการเดินทางครั้งนี้ด้วย

กำหนดการ
10.00 น. บรรยาย เสวนาธรรม สวดมนต์และทำสมาธิ
12.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
13.00 น. มนตราภาวนา สมาธิ
14.00 น. ธรรมะจากทริปจาริกแสวงบุญที่ภูเขาไกรลาศ (ทิเบต)
15.00 น. อุทิศบุญกุศล และร่วมอนุโมทนากับผู้ร่วมโครงการพันกระปุกออมบุญแห่งสติ

สมัครได้ที่ 100อีกครั้งกับกิจกรรมเมตตาภาวนาแบบทิเบตที่ทำให้เราได้เชื่อมโยงกับพระมหามารดาเชรับ ชัมมา ผู้เป็นหนึ่งเดียวกับความไพศาล ความเบิกบาน ปัญญายิ่งใหญ่ที่อยู่ภายในจิตของเราเอง ปัญญานี้ถ่ายทอดมาเป็นพระผู้เปี่ยมด้วยความรักและกรุณาต่อสรรพสัตว์
___________
กิจกรรมภาวนา “เชรับ ชัมมา กับการเข้าถึงสภาวะจิตเดิมแท้”
วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน 2556 เวลา 10.00-15.00 น.
ณ บ้านมูลนิธิพันดารา
นำภาวนาโดย อาจารย์ กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์
ไม่เก็บค่าลงทะเบียน มีอาหารกลางวันบริการ

มูลนิธิพันดาราขอเชิญทุกท่านร่วมเรียนรู้และภาวนาถึงพระมหามารดา เชรับชัมมา ผเู้ป็นบุคลาธิษฐานถึงความรักความกรุณาของพระพุทธเจ้าและจิต อันบริสุทธ์ิผ่องแผ้ว ที่เรามีอยู่แล้ว กิจกรรมประกอบด้วยเสวนาธรรม สวดมนต์ และทำสมาธิ

หัวข้อการสนทนา ได้แก่ ธรรมชาติของจิต วิธีภาวนาและทำสมาธิถึงพระมหามารดาเชรับ ชัมมา อานิสงส์ของการปฏิบัติ และการฝึกฝนเพื่อเชื่อมโยงการปฏิบัติกับสภาวะจิตเดิมแท้

เนื่องจากกิจกรรมนี้จัดในช่วงที่ทางคณะของมูลนิธิเพิ่งกลับจากการจาริกแสวงบุญที่ภูเขาไกรลาศ ทางตะวันตกของทิเบต จึงจะมีการแบ่งปันธรรมะและประสบการณ์จากการเดินทางครั้งนี้ด้วย

กำหนดการ
10.00 น. บรรยาย เสวนาธรรม สวดมนต์และทำสมาธิ
12.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
13.00 น. มนตราภาวนา สมาธิ
14.00 น. ธรรมะจากทริปจาริกแสวงบุญที่ภูเขาไกรลาศ (ทิเบต)
15.00 น. อุทิศบุญกุศล และร่วมอนุโมทนากับผู้ร่วมโครงการพันกระปุกออมบุญแห่งสติ

สมัครได้ที่ 1000tara@gmail.com โทร. 0833008119; 0878299387

พระมหามารดาเชรับ ชัมมา อยู่ในรูปสัมโภคกาย พระหัตถ์ขวาถือโถน้ำอมฤตแห่งการบำบัดรักษา พระหัตถ์ซ้ายถือดอกบัว ในดอกบัวมีกระจกซ่ึงแสดงศักยภาพในการสะท้อนสิ่งต่างๆ กระจกน้ีแสดงถึงจิตภายในที่เชื่อมโยงเรากับพระพุทธเจ้า เราทุกคนมีคุณสมบัตินี้ การสวดมนต์และสมาธิเป็นดังการขจัดฝุ่นผงที่เกาะกระจกให้หมดสิ้นไป เมื่อกระจกใส เราจะเห็นพระแม่ชัมมาที่แท้ ในสภาวะสูงสุด ทรงเป็นหนึ่งเดียวกับพระปรัชญาปารมิตา ผู้ดำรงอยู่ ในศูนยตาอันไพศาล

Picture: http://bonpo-arts.com/sherab_chamma.html

Impression from Tonglen Practice 11-13 May 2013

จากใจผู้ปฏิบัติคอร์สทงเลนเพื่อละอัตตา 11-13 พคที่ผ่านมา สรุปเนื้อหาจากการอบรมและแบ่งปันประสบการณ์ภาวนาได้อย่างน่าประทับใจมากค่ะ
________________

945876_452717088145424_238692086_n
3 วัน ระหว่างฉันกับทงเลน

ดังพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งหลายทรงเจริญโพธิจิต
ด้วยผลบุญที่ข้าพเจ้าได้ทำในสามกาล
ข้าพเจ้าขอเจริญโพธิจิต
เพื่อสรรพสัตว์ทั้งหลายได้เข้าถึงพระสัมมาสัมโพธิญาณ

บทเจริญโพธิจิต บทสวดมนตร์แรกที่ผมได้สาธยายในการเข้าร่วมภาวนาทงเลนเพื่อการละอัตตาของมูลนิธิพันดาราในครั้งนี้ โพธิจิตหรือจิตที่ปรารถนาจะยังประโยชน์เพื่อสรรพสัตว์ ผมรู้สึกว่าเป็นจิตที่ยิ่งใหญ่และไกลตัวจัง เราเป็นแค่ปุถุชนคนแสนธรรมดาจะมีได้เหรอ และถ้าไม่มีโพธิจิต ผมจะยังปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรมได้หรือไม่

เพียงแค่คิดในใจนิดเดียว อาจารย์กฤษดาวรรณ คุรุทางธรรมของผม และท่านยังเป็นครูผู้นำภาวนา ก็เหมือนจะรู้ทุกอย่าง เพราะครูได้กล่าวต่อมาในทันทีว่า โพธิจิตเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสิ่งที่จะโตและงอกเงยขึ้นไป ถ้าไม่มีเมล็ดพันธุ์แล้ว แม้ว่าดิน น้ำ หรืออากาศ จะพร้อมสักแค่ไหน ก็ไม่สามารถที่จะปรากฏดอกผลออกมาได้ สรุปว่าถ้าไม่มีโพธิจิตแล้ว คงจะปฏิบัติธรรมไม่รุ่งเป็นแน่

เราทุกคนมีโพธิจิตอยู่แล้ว เพียงแต่บางครั้งอาจถูกบดบังด้วยกิเลสตัณหานานาชนิด จนเราไม่เคยเห็นจิตเดิมแท้ของตัวเองที่กระจ่างใส ครูกล่าวอย่างให้กำลังใจตามมา แต่ผมยังคงคิดว่าโพธิจิตของตัวเอง คงซุกซ่อนได้อย่างเงียบเชียบที่สุด ผมจึงแทบจะมองไม่เห็นแม้แต่เงา

ครูเห็นท่าว่าผู้ร่วมภาวนาจะเริ่มถอดใจจากแค่การบำเพ็ญโพธิจิตในบทเรียนแรก จึงลองให้ทุกคนได้ทบทวนตนเองถึงวันเวลาที่ผ่านมา ว่ามีสิ่งใดบ้างที่เราเคยได้ทำให้กับผู้อื่นด้วยใจจริง แล้วจึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน จากกิจกรรมเพียงเท่านี้ได้ก่อร่างสร้างความปีติเล็กๆให้กับทุกคน เพราะต่างได้เรียนรู้ว่า มนุษย์เป็นผู้ที่มีความรัก เมตตา และกรุณา ซ่อนอยู่แล้วในจิตใจทั้งสิ้น และพร้อมที่จะเปิดเผยตัวตนเสมอเมื่ออยู่ในวาระอันเหมาะสม คุณสมบัตินี้มีอยู่ในมนุษย์ทุกคน รวมทั้งตัวของผมเองด้วย

ต่อมาจึงเข้าสู่การเรียนรู้เรื่องภาวนาทงเลน คำว่า “ทงเลน” เป็นภาษาทิเบต มาจากศัพท์ 2 คำ คือ คำว่า “ทง” แปลว่าส่ง ซึ่งหมายถึง การส่งความรัก การให้ด้วยความรัก ไม่ใช่การให้ที่เป็นแบบให้ไปงั้นๆหรือให้แบบไม่เต็มใจ น่าจะประมาณคำว่าเมตตาที่เรารู้จักกันดี (แต่ทำกันได้บ้าง ไม่ได้บ้าง) ส่วนคำว่า “เลน” แปลว่าเอามา คือการเอาความทุกข์ของผู้อื่นเข้ามา เอาความทุกข์กายทุกข์ใจทั้งหลายของสรรพสัตว์น้อมเข้ามาใส่ตัวเราเอง โห! ฟังแล้วอึ้งเลย การให้ว่ายากแล้ว แต่ที่จะเอาเข้ามานี่สิ ยากซะยิ่งกว่า แค่ให้อย่างเดียวยังไม่พอเหรอ ไม่เอาได้มั้ย ยังคิดไม่ทันจบ ครูผู้รู้ความคิดของผม (อีกแล้ว) ได้กล่าวต่ออย่างทันควันว่า เราทุกคนจะมีความสุขไม่ได้เลย ถ้ายังมีความทุกข์อยู่ในตัว ดังนั้น ถ้าเราไม่ช่วยแบ่งเบาความทุกข์ของเขาออกมา จะให้เท่าไรก็ไม่สามารถที่จะทำให้เขามีความสุขได้ ซึ่งสิ่งนี้แหละที่ชาวพุทธเรียกกันว่า กรุณา ฟังแล้วก็เข้าใจนะครับ แต่จะทำได้หรือไม่ได้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับครู

หลังการเรียนรู้ภาคทฤษฎีผ่านพ้นไปก็มาถึงเวลาแห่งการปฏิบัติ การฝึกขัดเกลาจิตใจของเราให้มีความรัก เมตตา และกรุณา เพื่อให้เข้าถึงการละตัวตนในที่สุด ครูให้เริ่มคิดถึงคนที่เรารักก่อน หายใจเข้า น้อมนำความทุกข์และเหตุแห่งทุกข์เข้ามาใส่ตัว หายใจออก นำความสุขและสาเหตุแห่งสุขมาให้ ผมเริ่มต้นจากการคิดถึงแม่เป็นคนแรก ผมสามารถทำได้อย่างสนิทใจเลยที่จะมอบความสุขทั้งปวงบนโลกใบนี้ให้แม่ และพร้อมที่ยอมรับความทุกข์ทั้งหมดทั้งสิ้นเข้ามาใส่ตัว จากนั้นก็เริ่มเปลี่ยนไปคิดถึงคนอื่นๆที่เรารัก ผมคิดว่าโพธิจิตของผมน่าจะเริ่มแสดงตนออกมาบ้างแล้ว

ต่อมาครูให้คิดถึงคนที่เรามีความขัดแย้ง หายใจออก นำความสุขและสาเหตุแห่งสุขมาให้ ผมรู้สึกว่าลมหายใจไม่ค่อยราบเรียบเหมือนเดิม หายใจเข้า น้อมนำความทุกข์และเหตุแห่งทุกข์เข้ามาใส่ตัว ผมหายใจเข้ามาครึ่งลมหายใจแล้ว ทันใดนั้นลมหายใจก็ชะงักลงอย่างทันที ผมตกใจกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เอ๊ะ นี่ใจของผมแคบขนาดนี้เลยหรือเนี่ย โพธิจิตเมื่อกี้นี้หายไปไหนกันหมด

ตลอด 3 วันที่เรียนรู้ ภาวนา และฝึกสมาธิทงเลน ผมได้รู้จักจิตใจของตนเองเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ได้เรียนรู้ถึงความคับแคบและความไพศาลของจิตไปพร้อมๆกัน ได้รู้ว่าความรักและความเห็นแก่ตัวของผมเองนั้นมันมากซะเหลือเกิน ส่วนความรักที่มีต่อผู้อื่นทำไมถึงน้อยนิดเช่นนี้ แถมบางครั้งยังงงด้วยซ้ำว่าทำไมผมต้องรักสรรพสัตว์ที่ไม่เคยรู้จักด้วย

วันเวลาผ่านไป พร้อมความเข้าใจที่ผ่านเข้ามา ผมได้รู้แล้วว่าเพราะโพธิจิตนี่เอง ที่อยู่เบื้องหลังและเป็นพลังทั้งหมดของการทำทงเลน เพราะโพธิจิต จึงทำให้เรามีความรักความเมตตาที่ปราศจากเงื่อนไขทั้งปวง เพราะโพธิจิต จึงทำให้เรากรุณามากพอที่จะยอมแบกรับความทุกข์ทั้งปวงด้วยใจที่กล้าหาญ และเพราะโพธิจิต จึงทำให้เรามีปณิธานที่แน่วแน่ในการที่จะยังประโยชน์เพื่อผู้อื่นอย่างไม่สั่นคลอน

การมอบความสุขหรือการน้อมนำความทุกข์เข้ามาใส่ตัวนั้น ผมว่าจะง่ายขึ้นมากเมื่อเรามีความรักเป็นตัวเชื่อม และความรักนั้นจะบังเกิดขึ้นได้ จากการที่เราสำนึกได้ว่าเราทั้งหมดล้วนแต่เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน เขาอาจจะเคยเป็นแม่ของเราในชาติใดชาติหนึ่งก็ได้ แม่ในชาตินี้รักเราอย่างไร แม่ในทุกๆชาติก็รักเราอย่างนั้น และเรารักแม่ในชาตินี้อย่างไร เราก็รักแม่ในทุกๆชาติอย่างนั้น เราและสรรพสัตว์ทั้งปวงต่างเคยเกิดมาเป็นแม่ลูกกัน ต่างเคยรักกันมาก่อน หากเรารักแม่ในชาตินี้มาก จะเป็นไปได้มั้ยที่เราจะเผื่อแผ่ความรักนั้นไปให้กับแม่ในชาติก่อนๆบ้าง ผมคงไม่ต้องหาเหตุผลแล้วว่าทำไมเราต้องรักสรรพสัตว์ที่ไม่เคยรู้จักด้วย เพราะตอนนี้ผมเริ่มรักพวกเขาเข้าแล้ว

ชั่วโมงท้ายของการภาวนา การใช้ลมหายใจเพื่อผู้อื่น เริ่มจากบุคคลที่เรารัก สรรพสัตว์ และผู้ที่เรามีความขัดแย้ง ครั้งนี้ลมหายใจของผมมีแต่ความเบิกบาน พร้อมที่จะมอบความรักและน้อมรับความทุกข์จากสรรพชีวิต รวมถึงผู้ที่ครั้งหนึ่งผมเคยรู้สึกว่าเขาเป็นศัตรู แวบหนึ่งที่ผมแอบคิดว่าเขาจะได้รับความสุขมากมายที่ผมส่งมาให้มั้ยนะ และความทุกข์ของเขาจะบางเบาลงจนหมดสิ้นไปหรือยัง แวบนั้น จิตใจของผมเองต่างหากที่ได้รับความสุขและจางคลายจากความทุกข์ทั้งปวง ใจของผมได้รับการเยียวยาจนไม่เหลือความเกลียดชังอีกแล้ว ผมเข้าใจอย่างแท้จริงเลยว่า โพธิจิต ทงเลน หรือการทำเพื่อผู้อื่นนั้น มีพลานุภาพที่จะนำศานติมาสู่โลกได้อย่างมากมายเพียงใด และผมยังได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งในคำสอนของครูที่ว่า ให้ทำเพื่อผู้อื่นจนไม่คิดถึงตนเอง เพราะวันใดที่ไม่มีตัวเอง วันนั้นคือการบรรลุธรรม
ด้วยสภาวะแห่งพระรัตนตรัยและความเป็นธรรมดา

ไม่ว่าสรรพสัตว์จะทุกข์สุขเพียงไร
ขอให้ข้าพเจ้าได้ร่วมทุกข์และสุขนั้น

ภิญโญ ศรีวีระชัย.

Tonglen Prayer by Shardza Tashi Gyaltsen Rinpoche

บทสวดภาวนาทงเลน

དཀོན་མཆོག་གསུམ་གྱི་བདེན་པ་དང་།།

བོན་ཉིད་བདེན་པའི་བདེན་པ་ཡིས།།

འགྲོ་བའི་བདེ་སྡུག་ཅི་ཡང་རུང་།།

དེ་ཀུན་བདག་ལ་སྨིན་གྱུར་ཅིག།

โกนชก ซุมจี เต็นบา ตัง

เพินญิด เต็มเบ เต็มบา ยี

โตรเว เตตุก จิยัง รุง

เทกูน ตักลา มินจูร์ จิก

ด้วยสภาวะธรรมแห่งพระรัตนตรัย

และความเป็นธรรมดา

ไม่ว่าสรรพสัตว์จะทุกข์สุขเพียงไร

ขอให้ข้าพเจ้าได้ร่วมทุกข์และสุขนั้น

བདག་གཞན་ཉོན་མོང་སྦྱང་བར་ཤོག།

སྡིག་པ་ཐམས་ཅད་དག་པར་ཤོག།

ལས་ཀྱི་རྣམ་སྨིན་གསོབ་པར་ཤོག།

བུ་ལོན་ལན་ཆགས་འཁེལ་པར་ཤོག།

གནོད་བྱེད་གདུག་རྩུབ་ཞི་བར་ཤོག།

ตักแฉน เญินมง ชังวา โช

ตกปา ทัมเจ ตักปา โช

แลจิ นัมมิน ซบปา โช

ผูเลิน แลนชัก เคปา โช

เนิดเช ตุกซุบ ฉีวา โช

ขอให้กิเลสของข้าพเจ้าและผู้อื่นได้รับการขจัดออกไป

ขอให้บาปกรรมได้รับการสลายจนหมดสิ้น

ขอให้ผลกรรมสุกงอม

ขอให้หนี้กรรมได้รับการชำระล้าง

ขอให้การทำลายล้างและความรุนแรงหมดสิ้นไป

གང་ཞིག་བདག་ལ་དད་གྱུར་ཏམ།།

སྨོད་དང་ཚིག་རྩུབ་སྨྲས་ནའང་རུང་།།

བཟང་ངན་ལས་ཀྱིས་འབྲེལ་བ་རྣམས།།

བདག་གིས་ཐར་པར་འདྲོངས་པར་ཤོག།

กังฉิก ตักลา เตจูร์ ตัม

เมิดตัง ซิกซุบ เมนา รุง

ซังแงน แลจี เทรวา นัม

ตักกี ทาบา ธงบา โช

ผู้ใดก็ตามที่มีศรัทธาในข้าพเจ้า

หรือดุด่าว่ากล่าวข้าพเจ้า

ไม่ว่าจะเกี่ยวโยงกับกรรมดีหรือกรรมชั่ว

ขอให้ข้าพเจ้าได้นำพาพวกเขาไปบนวิถีแห่งการหลุดพ้น

བདག་གི་སྐྱེ་བ་གཞན་བརྒྱུད་ཚེ།།

སེམས་ཅན་གཞན་ལ་གནོད་པ་ནི།།

བ་སྤུའི་ཚིག་ཙམ་མི་བྱེད་པར།།

ཕན་བདེ་མ་ལུས་བསྒྲུབ་ནུས་ཤོག།

ตักกิ เจวา แฉนจุด เซ

เซ็มแจน แฉนลา เนิดบา นิ

วาปู ซิกซัม มิเช ปา

แพนเต มาลู ดรุบนู โช

เมื่อข้าพเจ้าได้ถือกำเนิดในภพชาติอื่น

ขออย่าได้ทำให้ผู้ใดได้รับความเจ็บปวด

แม้เท่าเสี้ยวแห่งรูขุมขน

ขอให้ได้อำนวยสุขและยังประโยชน์ไม่เว้นแม้แต่หนึ่งเดียว

ཡུལ་མཆོག་གནས་བཞིའི་བྱིན་རླབས་དང་།།

བོན་ཉིད་བདེན་པའི་བདེན་པ་ཡི།།

བདག་གི་བསམ་སྦྱོར་དགེ་བས་མཐུས།།

སྨོན་ལམ་མཐར་ཕྱིན་བསྒྲུབ་པར་ཤོག།

ยุลชก เนฉี ชินรับ ตัง

เพินญิด เต็มเบ เต็มบา ยี

ตักกิ ซัมจอร์ เกเว ทู

เมินลัม ทาชิน ดรุบปา โช

ขออานุภาพแห่งจตุรัตนะ

สภาวะแห่งความเป็นธรรมดา

ผลบุญและการบำเพ็ญบารมีของข้าพเจ้า

จงดลบันดาลให้บทสวดอธิษฐานสมฤทธิ์ผล

ད་ནས་འཁོར་བ་འདི་ལ་མི་ཆགས་པར།།

ཐམས་ཅད་རང་རྩལ་རང་སྣང་ངོ་ཤེས་ནས།།

ཀ་དག་དང་པོའི་གཞི་དབྱིངས་གྲོལ་ནས་སུ།།

སླར་ཡང་འགྲོ་དོན་མ་ལུས་མཐར་ཕྱིན་ཤོག།

ทาเน คอวา ติลา มิชัก บา

ทัมเจ รังซัล รังนัง โงเช เน

กาตัก ทังเบอ ฉียิง เตรอเน ซู

ลายัง โตรเติน มาลู ทาชิน โช

ด้วยจิตที่ไม่ยึดติดในสังสารวัฏนี้

ด้วยเข้าใจว่าทุกสิ่งคือปรากฏการณ์ภายในอันเป็นพลังแห่งตัวตน

ขอให้ได้หลุดพ้นในฐานแห่งความไพศาล ความผ่องแผ้วแรกเริ่ม

ขอให้สำเร็จในการยังประโยชน์แก่สรรพสัตว์อีกด้วยเทอญ

 ***

รจนาโดย พระอาจารย์ชาซา ต้าชี เกียลเซ็น ริมโปเช

แปลโดย กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์

On Happiness & Suffering

DSC02115

เมื่อเราสุข จงสุขที่สุด เมื่อทุกข์ จงทุกข์ที่สุด รับรู้ความสุขและทุกข์นั้นจนเต็มอิ่มแห่งประสบการณ์ แล้วแปรเปลี่ยนเป็นความว่างแห่งจิต ไม่มีสุขที่แท้ ไม่มีทุกข์ที่จีรัง ฝึกทุกวัน จนปรากฏการณ์ไม่แยกจากสภาวะธรรม จนสังสารวัฏไม่แยกจากนิพพาน

When we are happy, feel it to the fullest.
When we are sad, feel it to the fullest.
Perceive happiness and suffering to the richness of experience.
Then transform it into emptiness.
There is no permanent happiness.
There is no long-lasting suffering.
Practice every day,
Till we perceive phenomena
As inseparable from the natural condition
Till we feel samsara is not separated from nirvana.

H.Kalsang 08/05/13