Obstacles to Good Meditation

มีหลายปัจจัยที่เมื่อเราทำสมาธิแล้ว จิตไม่นิ่ง ประการแรก ความง่วง ผู้ที่นั่งสมาธิแล้วมักหลับ ไม่ควรปิดตา เพราะยิ่งปิดตา เราก็จะยิ่งเพิ่มนิสัยนั่งแล้วง่วงอยู่เช่นนั้น การนั่งสมาธิแล้วหลับจะกลายเป็นนิสัยที่แก้ยาก ถ้าเราปล่อยให้ตัวเองนั่งสมาธิแล้วหลับ เราไม่ได้กำลังนั่งสมาธิ แต่กำลังนั่งหลับ

การลืมตาไม่ได้แปลว่าเราเบิกตาดูสิ่งต่างๆ เราเพียงหลุบตาลงต่ำบริเวณปลายจมูก แต่จิตของเราไม่ได้อยู่ที่ปลายจมูก จิตอยู่กับเป้าหมายของสมาธิที่เราฝึกปฏิบัติ หากเป็นการทำสมาธิเพื่อให้เกิดความสงบและศานติของจิตใจ จิตก็จะต้องอยู่กับความนิ่งภายใน

ผู้ที่นั่งสมาธิแล้วมักหลับไม่ควรรับประทานอาหารอิ่มเกินไป หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง และควรสังเกตบรรยากาศในห้องทำสมาธิด้วย เช่น อบอ้าวเกินไป การแก้สภาพบรรยากาศก็จะช่วยได้ เช่น เปิดหน้าต่างให้มีลมถ่ายเท ไม่นั่งในที่ราบต่ำเกินไป หรือการเคลื่อนไหวร่างกายก่อนนั่งสมาธิก็ช่วยได้ เช่น กราบอัษฎางคประดิษฐ์ เดินจงกรม หรือทำโยคะเล็กน้อย

mountain

ประการที่สอง จิตวอกแวก โดยปกติ เราคิดอยู่ตลอดเวลา แต่เราอาจไม่ได้สังเกต เมื่อเราทำสมาธิ การทำงานของจิตที่แสดงออกเป็นความคิดจึงเห็นชัดเจน ถ้าเราเฝ้าตามความคิดไปเรื่อยๆ เราก็จะไม่สามารถเข้าถึงความสงบภายใน และเวลาที่เราทำสมาธิก็สูญเสียไปกับการคิด เมื่อถอนจากสมาธิ เราจึงไม่ได้รับประโยชน์จากการทำสมาธินั้น

หลายคนทำจิตให้นิ่งได้ยากมาก เหมือนม้าที่เตลิดไปตามที่ต่างๆ โดยไม่ได้รับการผูกให้อยู่กับหลัก ผู้ที่จิตไม่นิ่ง อาจใช้บริกรรมภาวนาเข้าช่วยในระยะแรกเพื่อเพื่อให้จิตมีหลักยึด แต่เมื่อจิตเราเริ่มสงบได้บ้าง เราไม่ควรยึดติดกับการภาวนานั้น วิธีที่ดีมากๆ สำหรับการทำสมาธิให้จิตนิ่งคือ การฝึกสมาธิแบบสมถะซึ่งในฝ่ายซกเช็นของทิเบตใช้วิธีเพ่งอักขระ หรือจะใช้อานาปนสติที่เรารู้จักกันดี

สำหรับผู้ปฏิบัติซกเช็น ก่อนนั่งสมาธิ เขาจะตั้งจิตนึกถึงคุรุในสายการปฏิบัติธรรม สวดมนต์ขอพรจากท่านให้เขาเข้าถึงสภาวะจิตเดิมแท้ด้วยตัวของเขาเอง

การสวดมนต์เป็นโอสถอันวิเศษ ทำให้จิตใจเรามีพละกำลัง เมื่อไรที่ใจวอกแวก เราก็หยุดสวดมนต์ แล้วกลับมาทำสมาธิใหม่สัก 2-5 นาที ฝึกให้จิตคุ้นกับสภาวะสงบนิ่งเช่นนั้นก่อน แล้วจึงเพิ่มเวลา

บางครั้ง ปัญหาของสมาธิเกี่ยวโยงกับธาตุ คนธาตุไฟมักจะวอกแวกง่าย คนธาตุน้ำจะมั่นคงกว่า แต่ไม่ว่าจะเป็นธาตุใด เราสามารถฝึกฝนจนเราได้รับประโยชน์จากสมาธิเหมือนกันทั้งนั้น ทุกอย่างล้วนแต่ขึ้นกับวิริยะอุตสาหะของเราเอง

ประการที่สาม จิตอ่อนกำลัง ผู้ทำสมาธิไม่ทั้งง่วงหรือวอกแวก แต่จิตไม่มีกำลัง การนั่งนั้นจึงไม่แจ่มใส ขาดความชัดใส ดูภายนอก ผู้นั่งสมาธิกำลังทำสมาธิ แต่จริงๆ แล้ว เขาเพียงแต่นั่งเฉยๆ เพราะการทำสมาธิที่แท้ จิตจะต้องมีกำลัง มีความรู้ตัว มีการตื่นรู้

สรุปบางประเด็นจากการบรรยายเรื่อง “สมาธิแบบทิเบต” กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์

Author: Krisadawan Kalsang Dawa กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล

Dharma teacher, founder and president of the Thousand Stars Foundation

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s