Tibetan Summer Retreat (Buddhist Lent)

เข้าพรรษา-ออกพรรษาแบบทิเบต

ในทิเบตก็มีเข้าพรรษาเหมือนกัน แต่จะมีประเพณีและสีสันต่างกันไปตามภาค เข้าพรรษาเรียกว่า “ยาเน” ซึ่งแปลว่า ดำรงอยู่ในฤดูร้อน (summer retreat) – เพื่อให้พระภิกษุได้จำพรรษา ไม่ออกไปตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งจะทำให้เบียดเบีย

นสัตว์เล็กสัตว์น้อย ในช่วงนี้จะไม่มีการขุดดิน ปลูกต้นไม้ หรือตัดหญ้าอีกด้วย แต่เวลาจำพรรษาน้อยกว่าไทย คือเป็นเวลา 49 วันเมื่อครบวันที่ 49 จะมีการประกอบพิธีกรรมเรียกว่า “เกกเย” หมายถึงการจบสิ้นของการจำพรรษา ด้วยการสวดบทสวดเจ็ดแขนงและอื่นๆ หลังจากนั้น 1-3 วัน จะเป็นการเตรียมงานฉลองออกพรรษา เรียกว่า “ยาตุน” ส่วนรูปศัพท์นี้ แปลว่า เฉลิมฉลองฤดูร้อน – เป็นเทศกาลและความรื่นเริง พระภิกษุทั้งหมดในวัดออกไปปิคนิคบนทุ่งหญ้าซึ่งมักจะอยู่หลังวัดหรือบนเนินใกล้วัด ประมาณ 7 วัน หุงหาอาหารกันเอง พักในเตนท์ การละเล่นที่มักเล่นได้แก่ ฟุตบอล โยนลูกบอล เกมกระโดด วิ่งแข่ง แข่งกันยกของหนัก ปิดตาหากัน ฯลฯ นี่เป็นโอกาสที่เพื่อนสหธรรมิกหรือคุรุกับศิษย์จะได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ในช่วงนั้นเป็นช่วงแห่งความเบิกบานและปรองดอง ช่วงเช้าและเย็นจะมีการทำวัตรร่วมกันสำหรับคนไทยเราบางครั้งเราไม่คุ้นกับพระที่มีการฉลองรื่นเริงได้ สำหรับพระทิเบต โดยปกติท่านถือว่าการบวชเป็นวิถีชีวิต (ส่วนใหญ่จะบวชตลอดชีวิต) จึงต้องมีการผ่อนคลายบ้าง และเนื่องจากมีพระหลายวัยอยู่ด้วยกัน เด็กเล็กๆที่มาบวชก็ยังมีความเป็นเด็กสูง การได้ฉลองออกพรรษาแบบนี้ก็ทำให้เด็กๆสนุกกันมาก แต่เหตุผลหลักของการฉลองคือ การได้อนุโมทนาต่อบุญกุศลใหญ่ที่ได้ทำตลอดเข้าพรรษาด้วยการรักษาศีลซึ่งมีข้อย่อยอีกมากมายกว่าศีลที่รักษาโดยปกติ การอนุโมทนาทำด้วยความปีิติยินดีและจิตเบิกบาน ยาตุนจึงกลายเป็นเทศกาลรื่นเริงประจำปีนอกเหนือจากเทศกาลปีใหม่

Advertisements

Life & Retreat

หกปีที่ผ่านมา บ้านหลังนี้ให้ที่พักพิงใจมาโดยตลอด นี่เป็นบ้านจำศีลหลังแรกที่ขทิรวัน อยู่ในดงปาล์มในความเงียบสงัดของสถานที่ ในยามฝนตกจะได้ยินเสียงอึ่งอ่างกบเขียดและแมลงมากมายส่งเสียงระงมไม่รู้จบ พลบค่ำในวันขึ้นสิบห้าค่ำ พระจันทร์ค่อยๆเผยโฉมในวงแขนของขุนเขาจนกลายเป็นดวงสีทองดวงใหญ่ ไอหมอกสีขาวเป็นม่านเมฆหลังฝน รุ้งกินน้ำทอแสงแข่งกับพยับแดด แล้วคืนหนึ่งค้างคาวก็บินมาเยือนในความมืดแห่งกาลเวลา และในช่วงสายของอีกวันหนึ่งจากระเบียงบ้านมองเห็นนกแร้งแผ่ปีกไปในเวหาอันกว้างใหญ่ ความจำอันงดงามกับวันเวลาจำศีลที่แสนสุข ในยามนั้นมีเพียงการอยู่กับจิตตัวเองอย่างเบิกบาน ไม่มีการงาน ไม่มีเสียงโทรศัพท์ ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีการพบปะผู้ใด ไม่มีครอบครัว ไม่มีความผูกพันอาทรกับสิ่งใด นอกจากการเรียนรู้ใจและสมาธิภาวนา
ในวันนี้ บ้านจำศีลหลังนั้นได้กลายเป็นอดีตของชีวิต ต่อแต่นี้ ชีวิตจะฝากไว้ที่บ้านจำศีลหลังใหม่ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการเติบใหญ่ของสถานที่และการเติบโตและมั่นคงทางจิตวิญญาณ ขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้ได้สร้างขทิรวันในวันนี้ ขอบคุณ คุณพ่อคุณแม่ พี่น้อง สหายธรรมทั้งหลาย ที่อุปถัมภ์และเกื้อหนุน อีกไม่นาน เมื่อผู้คนพร้อมไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใดในโลกนี้ สถานแห่งนี้จะเป็นที่พักพิงใจของพวกเขา จะเป็นบ้านจำศีลของพวกเขา และจะเป็นสถานที่ที่พวกเขาได้สัมผัสความงามด้านในของชีวิตที่งดงามกว่าความงามใดๆในโลกนี้

Pilgrimage Trips

ข่าวจาริกแสวงบุญและทริปทิเบต/หิมาลัย


พันดาราจาริกแสวงบุญในทิเบตครั้งสุดท้ายของปีนี้ 18-25 พฤศจิกายน
ถ้าใครจะไปด้วย รีบตัดสินใจภายในสัปดาห์นี้นะคะ ปีหน้าคงจะไม่ได้จัดไปแคว้นคามอีก คราวนี้เราจะไปกันเป็นกลุ่มเล็กๆ จะได้ไปเยือนวัดของท่านริกงักริมโปเชเป็นครั้งแรก ที่วัดนี้ริมโปเชตั้งใจจะสร้างสถานปฏิบัติธรรมของสามเณรีเพื่อให้โอกาสผู้หญิงศึกษาพระธรรม ในอนาคตท่านมีโครงการให้อาจารย์กฤษดาวรรณช่วยอบรมและดูแลชีวิตของสามเณรีเหล่านี้ ผู้ที่ไม่ได้เดินทางไปด้วยแต่มีความประสงค์จะร่วมถวายสบงจีวรนักบวชทิเบต หรือต้องการให้มีการสวดมนต์ให้แก่ผู้ใดหรือการงานใดโดยเฉพาะ สามารถฝากทางอาจารย์ไปได้ค่ะ

ส่วนกิจกรรมปีหน้า เราจะเริ่มการจาริกบุญด้วยการเยือนสถานปฏิบัติธรรมของพระคุรุริมโปเชในภูฏานในเดือนเมษายน และเมื่อดอกไม้บานเต็มทุ่งในทิเบต กลุ่มปฏิบัติธรรมกลุ่มเล็กจะไปใช้ชีวิตเพื่อการภาวนาอยู่บนทุ่งหญ้าพร้อมกับฝึกฝนตนและศึกษาพระธรรมจากคุรุในทิเบต

และประมาณเดือนกรกฎาคม 2557 (Horse Year – the Year of Kailash) จะมีการจาริกแสวงบุญครั้งประวัติศาสตร์สู่ภูเขาไกรลาศและอาณาจักรกูเก นำการจาริกบุญและการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงจิตใจตนเองโดยพระไพศาล วิสาโลและอาจารย์กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์

สำหรับผู้ที่สนใจจะเดินทางไปเยือนทิเบตหรือภูฏานในหมู่เพื่อนหรือองค์กร สามารถติดต่อทางมูลนิธิเพื่อจัดโปรแกรมให้ได้ค่ะ โดยลักษณะของโปรแกรมไม่ใช่ทัวร์แต่เป็นการเรียนรู้เชิงศาสนา วัฒนธรรม โบราณคดี สุขภาพ จาริกแสวงบุญ หรือภาวนาเชิงนิเวศ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบกองทุนสร้างพระมหาสถูปที่ศูนย์ขทิรวัน

Three Levels of Faith

ก่อนการภาวนาพระปัทมสัมภวะ มีผู้ถามว่า ถ้าไม่มีศรัทธา ปฏิบัติได้ไหม ทำให้พวกเรามีโอกาสได้สนทนากันเกี่ยวกับเรื่องของศรัทธา ศรัทธาในพระพุทธศาสนาไม่ใช่ความเชื่องมงาย ไม่ใช่การประทับใจในตัวบุคคลหรือสถานที่ แต่ศรัทธาคือความเชื่อและเชื่อมั่นที่เกิ

ดจากความเข้าใจ ชาวทิเบตพูดถึงศรัทธาสามประเภท ประเภทแรกเป็นเพียงความสนใจ ความชอบ ซึ่งยังอยู่ในระดับผิวเผิน เช่น สนใจอยากมาปฏิบัติ ประเภทที่สองเป็นความเข้าใจในระดับลึกขึ้นมา เช่น เมื่อได้ฟังบรรยาย แล้วเห็นประโยชน์ของการปฏิบัติ รู้ว่าการปฏิบัติดีกับเราและผู้อื่น มีความสนใจและเข้าใจในคำสอนมากขึ้น ประเภทที่สามคือศรัทธาที่ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ เป็นความไว้เนื้อเชื่อใจ เชื่อมั่นว่าการปฏิบัติจะทำให้เราได้ขจัดรากเหง้าแห่งความทุกข์และนำเราไปสู่การบรรลุธรรม เราจึงมีความไว้วางใจในคำสอน หากเราได้พัฒนาศรัทธาจนมาอยู่ในระดับที่สามไม่ว่าจะเกิดวิกฤตอะไรในชีวิตของเรา ศรัทธาก็จะไม่มีวันลดน้อยลงหรือสูญไปและจะไม่มีวันที่เราต่อว่าพระรัตนตรัยว่าทำไมสิ่งไม่ดียังเกิดกับเราทั้งๆที่เราได้ทำบุญมากมาย

Where is Compassion?

สมเด็จองค์ดาไลลามะมักจะตรัสว่าถ้าโลกนี้ไม่มีความกรุณา เราคงถูกปล่อยให้ตายไปโดยไม่มีใครเหลียวแล ทรงกล่าวว่าลองคิดดูว่า ถ้าเราหกล้มอยู่กลางถนนแล้วไม่มีใครยื่นมือมาฉุดให้เราลุกขึ้น เราจะเป็นอย่างไร

นึกถึงเย็นวันหนึ่งในฤดูหนาวที่เดลี ฉันนั่งอยู่บนรถเมล์เล็กๆ คันหนึ่งมุ่งหน้าสู่ธรรมศาลา เมืองทางเหนือของแคว้นฮิมาลประเทศของอินเดียที่ได้กลายเป็นที่ประทับขององค์ดาไลลามะ ขณะรถแล่นไปบนถนน ฉันเห็นผู้ชายคนหนึ่งถูกรถชนขณะข้ามถนน เขาล้มลงโดยไม่มีใครใส่ใจ ดูเหมือนว่าเหตุการณ์นั้นจะเป็นภาพลวงตามากกว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ภาพของชายคนนั้นล้มลงต่อหน้าผ่านไปอย่างช้าๆ พร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ของรถโดยสารเก่าๆที่แล่นไปบนถนนนำพาเราไปสู่ดินแดนแห่งการจาริกแสวงบุญ ความมืดค่อยๆปกคลุมพื้นที่ ทิวทัศน์ของเมืองหลวงแปรไปกลายเป็นป่าสีดำ ฉันหลับตาลงรู้สึกอ้างว้างในหัวใจท่ามกลางผู้คนไม่รู้จัก…

เรามักได้ยินครูบาอาจารย์สอนไว้เสมอว่าความกรุณาคือความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ นิยามนี้ดูจะเป็นอุดมคติที่ไกลตัวเรา หลายคนพูดแย้งว่าตัวเรายังเอาไม่รอดเลย จะไปช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ได้อย่างไร ในยามที่เราร้องไห้ โลกดูเหมือนจะไม่มีใครอยู่เลยนอกจากสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “ฉัน” ที่ครุ่นคิดคำนึงถึงแต่ความโศกเศร้าที่อยู่เบื้องหน้า แต่ถ้าเราเปลี่ยนนิยามของความกรุณาใหม่เป็นน้ำใจ เพียงแค่น้ำใจที่เรามีให้แก่กัน น้ำใจแบบที่รุ่นปู่ย่าตายายของเราเคยให้แก่กัน น้ำใจแบบที่ผู้จาริกแสวงบุญอย่างอาจารย์ประมวลเคยได้รับบนเส้นทางเดินสู่อิสรภาพ น้ำใจแบบนี้ที่หล่อหลอมโลกของเรา เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าแม่น้ำลำธารที่หล่อเลี้ยงชีวิตของเราเอาไว้

ฉันนึกว่าถ้าฉันล้มอยู่กลางถนน แล้วถูกปล่อยให้ผ่านไป ฉันจะเป็นอย่างไร นึกถึงหมาแมวที่ถูกรถชนกลางถนน แล้วยังมีกบ คางคก ฯลฯ ชีวิตมนุษย์เราบางครั้งก็ถูกปล่อยให้ไร้ค่าเช่นนั้น

เมื่อเรามีขันติธรรม มีศรัทธา ความมุ่งมั่นและปณิธานอันประเสริฐ ความดีงามจะฉายแสงออกมาดังแสงพระอาทิตย์ที่ฉายฉานอยู่ทั่วปฐพี แสงพระอาทิตย์นี้มีอยู่แล้วทุกแห่งหนตราบที่เราเปิดใจรับแสงอบอุ่นนั้น แสงนี้ไม่แบ่งแยกว่าเราเป็นใคร ขอเพียงเราเชื่อมั่นอย่างไม่เคลือบแคลงใจว่าพระอาทิตย์จะส่องแสงเสมอแม้ในวันที่ไร้แดด แม้ในวันที่ใจเรามืดมน

บนเส้นทางจาริกแสวงบุญแห่งชีวิต เราไม่ได้ไปอย่างโดดเดี่ยว สหายธรรมมากขึ้นได้เข้ามาเป็นกำลังใจ ได้เข้ามาช่วยทำภารกิจต่างๆให้สำเร็จ เช้านี้นึกถึงความรักของทุกคน ความรักของคุรุอาจารย์ที่ทั้งคอยสวดมนต์ให้และถามไถ่ด้วยความปรานี บนเส้นทางนี้อาจจะมองไม่เห็นว่าจุดหมายปลายทางอยู่ที่ใด จะไปถึงจุดหมายในวันใด แต่ทุกก้าวที่เดิน ทุกช่วงที่กราบ ได้เรียนรู้พื้นฐานของจิตใจและสัมผัสถึงหัวใจแห่งการให้ของเพื่อนๆทุกคน