Life Reflections : Journey to Inner Wisdom

มีผู้ถามว่าทำอย่างไรเราจึงจะสลายกำแพงแห่งความแตกต่างที่กั้นขวางความเป็นมนุษย์ที่สากลของเราไว้ ที่ทำให้เราเห็นผู้อื่นแตกต่างจากเรา ที่ทำให้เราไม่อยากคุยกับผู้ที่นับถือศาสนาที่ไม่ใช่วิถีแห่งจิตวิญญาณของเรา คำตอบที่ได้ให้คือ เราต้องเกิดการตระหนักรู้หรือตกผลึกภายใน การตระหนักรู้นี้จะทำให้เราไม่เห็นความแตกต่างของกันและกัน จะทำให้เราไปไกลกว่าขีดจำกัดแห่งตัวตนที่เราและสังคมร่วมกันสร้าง สังคมจะเกิดสันติสุขเมื่อเราไม่ให้วิถีภายนอกมาเป็นทางเลือกเดียวของชีวิต แต่เราอนุญาตให้ชีวิตภายในของเรา เติบโต เมื่อวิถีภายในงอกงาม การตระหนักรู้จะเกิดขึ้น และเมื่อนั้น เราจะไปไกลกว่าคำว่า พุทธ คริสต์ ฮินดูอิสลาม หรือแม้แต่คำว่า เถรวาท มหายาน วัชรยาน

เมื่อเราศรัทธาภักดีในมนุษย์คนหนึ่งที่เราเรียกว่า “ครู” มีหลายอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น เราเคยสังเกตบ้างไหมว่าบางครั้งเราเย่อหยิ่ง เรารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนพิเศษเพราะมีครู เพราะได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรม บางครั้งเรากลับรู้สึกขาดความมั่นใจ ตัวตนที่เราหวงแหนหายไป กลายเป็นตัวตนผสมระหว่างครูกับศิษย์ เราเฝ้าระวังการกระทำที่เคยทำอย่างเป็นธรรมชาติด้วยเกรงว่าครูจะไม่ชอบ เราเฝ้าดูผู้อื่นกลัวว่าเขาจะมาเอาความรักจากครูไป กลายเป็นว่าเมื่อมีครู เรากลับกลายเป็นผู้หลอกลวงตัวเองและความกรุณาที่แท้กลับสูญหายไป…การมีครูไม่ได้แปลว่าคุณจะยโสโอหังได้ ไม่ได้แปลว่าคุณจะริษยาได้ การมีครูเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการกล้าถอดหน้ากากที่คุณสวมมาหลายภพหลายชาติ เพราะครูที่แท้คือตัวตนของคุณเอง
ขอความรักบริสุทธิ์ปราศจากมลทินแห่งการปรุงแต่ง ปราศจากเงื่อนไข ปราศจากความผูกพันเพราะใกล้ชิด หรืออคติเพราะแตกต่าง แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูในร่างกายของเรา ขอความรักนี้หล่อเลี้ยงชีวิตภายในของเราให้เติบใหญ่ จนพลังแห่งรักท่วมท้นออกมาจากหัวใจ จากเส้นเลือด กระดูก น้ำเหลือง รูขุมขน หยาดเหงื่อ ตั้งแต่ศรีษะถึงฝ่าเท้า แล้วแผ่ออกไปทั่วทุกทิศ สัมผัสทุกชีวิตอย่างไม่มีข้อยกเว้นอย่างเท่าเทียมกัน

ด้วยการดำเนินชีวิตภายนอก จากเล็กจนโต เราค่อยๆพัฒนาการนึกคิดแบบออกห่างจากวิถีธรรมชาติ จนวันหนึ่งความอหังการก่อกำเนิดในจิตใจของเรา จนเรารู้สึกว่าเราไม่ใช่ส่วนหนึ่งของธรรมชาติอีกต่อไป แต่ธรรมชาติคือเบื้ยล่างของเรา คือผู้รับฟังคำสั่งของเรา เราภูมิใจกับตัวเองเมื่อเห็นภูเขาสยบกลายเป็นฝุ่นผง เห็นป่าถูกเผาจนควันดำคลอบคลุมไปทั่วอากาศ เราไม่สะทกสะท้านเมื่อเห็นปลานอนตายเป็นแพเพราะสำลักสารเคมีในน้ำ ชีวิตภายนอกบดบังชีวิตภายใน อัตตาอยู่เหนือการพึ่งพากันของสรรพสิ่ง…ที่มุมหนึ่งของโลก ผู้คนกลุ่มหนึ่งดำรงชีวิตโดยให้ธรรมชาติเป็นใหญ่ นักวิทยาศาสตร์หัวเราะประเพณีปฏิบัติของพวกเขา แล้วตั้งชื่อความเชื่อของพวกเขาว่า ลัทธิบูชาธรรมชาติ แต่ควันหอมของผู้ปฏิบัติ “ลัทธิ” นี้กลับแผ่ไปทั่วจักรวาล เข้าไปในจิตวิญญาณของพระแม่ธรณี ไปเช็ดน้ำตาให้พระแม่คงคา และไปขอขมาแทนมนุษย์ที่เห็นแก่ตัวสำหรับความโง่เขลาที่เขากำลังทำร้ายตัวของเขาเองและกำลังเอาสมบัติของลูกหลานของเขาไป

ธรรมชาติที่แท้คือความไม่เสแสร้ง ในแต่ละวัน เรามักแต่งเติมสีสันให้กับตัวเองโดยลืมว่าสิ่งสำคัญกว่ากายคือจิตและความงามของจิตคือการไร้การปรุงแต่ง

ความสุขภายในคือการไม่ยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งใด

บางครั้งเราควรจะมองอีกด้านหนึ่งของชีวิตเพื่อเรียนรู้ในส่วนที่เราไม่เคยเห็น แล้วเราจะเห็นว่าการมองกลับด้านสามารถเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไป

Author: Krisadawan Kalsang Dawa กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล

Dharma teacher, founder and president of the Thousand Stars Foundation

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s