VDO on Bodhisattva Sila

The Foundation is grateful to Pat for this lovely video.

Advertisements

Dzogchen Retreat for Inner Transformation

โครงการก่อสร้าง “พระศานติตารามหาสถูป” มูลนิธิพันดารา ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมอบรม

“เปลี่ยนแปลงจิตใจบนวิถีซกเช็น”

ณ ศูนย์ขทิรวัน (กุนเทรอลิง) ต. หนองพลับ อ. หัวหิน จ. ประจวบคีรีขันธ์
วันที่ 21-24 กันยายน 2553
บรรยายภาษาอังกฤษ แปลเป็นไทยโดย รศ.​ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์

4 คืน 4 วัน กับ การเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อความสุขที่ยั่งยืน และเรียนรู้วิธีฝึกสมาธิ “อาทริ” จากคำสอนล้ำค่า “ซกเช็น” หรือ “ความอุดมอันยิ่งใหญ่” ในพระพุทธศาสนาวัชรยาน

นำภาวนา โดย พระอาจารย์ ลาตรี เคนโป เกเช ญีมา ทรักปา ริมโปเช พระธรรมาจารย์ซกเช็น ผู้ตั้งศูนย์ฝึกปฏิบัติในหลายประเทศทั่วโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา โปแลนด์ ออสเตรีย และเบลารุส

บริจาคร่วมอบรม 2,000-4,000 บาท ตามกำลังทรัพย์ เป็นค่ารถไปกลับ กรุงเทพ-หัวหิน ค่าเดินทางของพระอาจารย์ ค่าอาหารและอาหารว่างทุกมื้อ เครื่องดื่มร้อน-เย็น ค่าเอกสาร ค่าแรงคนงานและค่าสาธารณูปโภค รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายถวายพระอาจารย์ทั้งหมด

ลงทะเบียน ได้ที่ Email: 1000tara@gmail.com โทร. 0806100770 โทรสาร 025285308 วันสุดท้ายของการลงทะเบียน วันที่ 15 กันยายน 2553

การแต่งกาย แต่งกายสุภาพเรียบร้อย

ที่พัก มีทั้งที่พักเดี่ยวในเต็นท์ และที่พักรวมในศาลาปฏิบัติธรรม ซึ่งมีมุ้งลวดกันยุงและมุ้งครอบเพื่อความเป็นส่วนตัว

**ผู้ไม่เคยศึกษาเรื่องซกเช็นหรือภาวนาตามแบบพุทธวัชรยาน สามารถเข้าร่วมอบรมได้ ริมปูเชจะบรรยายเกริ่นนำ และทางมูลนิธิจะมีเอกสารให้ท่านได้ศึกษาเพิ่มเติม
**ขอเชิญผู้เข้าอบรมทุกท่านร่วมเป็นจิตอาสาและบำเพ็ญบุญกุศลในงาน “วันพระศานติตาราฯ” เสาร์ที่ 25 กันยายน และปล่อยปลา 100,000 ตัว เช้าวันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน ณ เขื่อนแก่งกระจาน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย จะมีรถตู้พาผู้ร่วมงานจากศูนย์ขทิรวันไปแก่งกระจานและจะพากลับถึงกรุงเทพ วันที่ 26 กันยายน ภายในเวลา 14.00 น.

โปรแกรมสำหรับการภาวนา

21 กันยายน 2553
06.30 น. พบกันที่บ้านมูลนิธิพั
นดารา ออกเดินทาง
11.00 น. ถึงศูนย์ขทิรวัน
11.30-13.00 น. ริมโปเชแนะนำเรื่อง ซกเช็น (Session 1)
13.00-15.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ศึกษาบทเรียนจากพระอาจารย์
15.00-17.00 น. ฟังธรรมและฝึกปฏิบัติ (Session 2)
17.00-18.30 น. รับประทานอาหารเย็น
18.30-19.30 น. ศึกษาบทเรียน (ต่อ) และฝึกการอยู่นิ่งๆอย่างผ่อนคลายและเบิกบาน
19.30-21.30 น. ซักถาม และฝึกสมาธิ “อาทริ” (Session 3)
21.30 น.         เข้านอน

22-23 กันยายน 2553
05.30 น. ตื่นนอน
05.45 น. กราบอัษฎางคประดิษฐ์​
06.00 น. ฝึก “ตุกลุง” และทำสมาธิ
06.45-07.15 น. เดินภาวนา
07.15-08.30 น. ทำธุระส่วนตัว
08.30 น. รับประทานอาหารเช้า
09.30-11.30 น. ฟังธรรมและฝึกปฏิบัติ (Session 4)
11.30-14.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ศึกษาบทเรียนจากพระอาจารย์
14.00-16.30 น. ฟังธรรมและฝึกปฏิบัติ (Session 5)
17.00-18.30 น. รับประทานอาหารเย็น
18.30-19.30 น. ศึกษาบทเรียน (ต่อ) และฝึกจิตใจให้ปล่อยทุกอย่างไปในวิถีที่ควรจะเป็น
19.30-21.30 น. ซักถาม และฝึกสมาธิ (Session 6)
21.30 น.         เข้านอน

24 กันยายน 2553
05.30 น. ตื่นนอน
05.45 น. กราบอัษฎางคประดิษฐ์​
06.00 น. ฝึก “ตุกลุง” และทำสมาธิ
06.45-07.15 น. เดินภาวนา
07.15-08.30 น. ทำธุระส่วนตัว
08.30 น. รับประทานอาหารเช้า
09.30-11.30 น. ฟังธรรมและฝึกปฏิบัติ (Session 7)
11.30-14.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ศึกษาบทเรียนจากพระอาจารย์
14.00-16.00 น. ซักถาม ริมโปเชสรุปคำสอนซกเช็น อุทิศบุญกุศลร่วมกัน (Session 8)
16.30 น. เดินทางกลับ

หมายเหตุ: สำหรับผู้สนใจจะอยู่ที่ศูนย์ขทิรวันต่อเพื่อร่วมงาน “พระศานติตาราฯ” ในวันที่ 25 กันยายน เพื่อบำเพ็ญบุญกุศลในการสร้างพระมหาสถูปและร่วมกิจกรรมต่างๆ อาทิ ถวายเครื่องบูชา 5000 ที่ ปั้นเจดีย์ดิน ฟังธรรมเรื่อง “พระสถูปกับสันติภาพ” ฝึกสมาธิถึง “พระแม่แห่งปัญญาผู้เปี่ยมไปด้วยความเมตตา” ถวายดวงประทีป 505 ดวง และภาวนาเพื่อผู้ล่วงลับกับริมโปเช สามารถช่วยเตรียมงานได้ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ของวันที่ 24 กันยายน โดยทางมูลนิธิจะมีอาหารเย็นแบบง่ายๆและที่พักบริการทุกคน

ข้อมูลเพิ่มเติม

ซกเช็น
ซกเช็น (Dzogchen) ซก แปลว่า อุดม หรือ สมบูรณ์​ และ เช็น แปลว่า ใหญ่  เป็นคำสอนว่าด้วยการเข้าถึงสภาวะจิตเดิมแท้หรือในภาษาทิเบตเรียกว่า “ริกปะ” สภาวะจิตเดิมแท้นี้ไม่มีความเป็นทวิลักษณ์ ไม่มีการประเมินค่าหรือปรุงแต่งว่าอะไรดี อะไรไม่ดี อะไรงาม ไม่งาม เป็นความบริสุทธิ์กระจ่างใสดุจท้องฟ้าในยามไร้เมฆหมอก
ซกเช็นเป็นคำสอนสูงสุดในพระพุทธศาสนาวัชรยานที่ฝึกปฏิบัติในนิกายยุงตรุงเพิน (Yungdrung Bon) และนิกายญิงมาปะ (Nyingmapa) แม้จะเร่ิมจากทิเบต ซกเช็นเป็นคำสอนสากลสำหรับทุกคนที่ปรารถนาความสุขที่ยั่งยืนและมีจิตมุ่งมั่นที่จะฝึกฝนจนหลุดพ้นในชาติเดียวเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์

สามมรรควิถีในวัชรยาน

แบบพระสูตรเน้นการสะสมบุญบารมี ค่อยๆปฏิบัติธรรมจนกว่าจะเข้าถึงพระนิพพาน หัวใจหลักของสายนี้การสละโลก (renunciation path)

แบบตันตระและซกเช็นจะเน้นการเข้าถึง โดยฉับพลัน โดยตันตระ เป็นการปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้าจากภายใน เน้นการเปลี่ยนสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ให้บริสุทธิ์ เปลี่ยนโลก (transformation path) และซกเช็นเป็นการปฏิบัติที่เข้าถึงภาวะจิตกระจ่างโดยตรง เป็นวิถีแบบการปล่อยให้ทุกอย่างสลายไปด้วยตัวเอง (self libaration path)

ในสายซกเช็น ปัจจัยสำคัญในการตรัสรู้ธรรม ได้แก่

1. การได้รับพรจากครู ปราศจากครูโอกาสที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้มีน้อยมาก
ข้อนี้เป็นเรื่องแรกที่จะต้องทำความเข้าใจว่า พรของพระพุทธเจ้า พระมหาโพธิสัตว์ พระอาจารย์ มีอยู่จริง แม้ว่าเราจะมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เหมือนลมที่มีอยู่หนทุกแห่งแต่เราไม่สามารถจับต้องได้

2. บุญบารมีที่สั่งสมมาในอดีตชาติจนถึงปัจจุบัน

3. การเข้าถึงภาวะดั้งเดิมของจิตตนเอง โดยไม่มีการปรุงแต่ง

ริมโปเช ผู้นำภาวนา
พระอาจารย์ลาตรี เคนโป ญีมา ทรักปา ริมโปเช เป็นผู้ก่อตั้งศูนย์ปฏิบัติธรรมพุทธทิเบต นิกายยุงตรุงเพิน ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา โปแลนด์ ออสเตรีย รัสเซีย และเบลารุส ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดลาตรีในทิเบต ริมโปเชเติบโตในชุมชนทิเบตอพยพในเนปาล ท่านเป็นบุตรของพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงข
องทิเบตตะวันออก ในวัยเยาว์ท่านใช้ชีวิตเหมือนชาวทิเบตอพยพทั่วไป ขายเสื้อ ทอพรม แต่เมื่อโตขึ้น ท่านได้รับการอุปสมบทที่วัดแมนรีในอินเดียภายใต้การอุปการะของสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 33 จนจบการศึกษาพุทธปรัชญา ได้ปริญญา เกเช เทียบเท่ากับปริญญาเอก ริมโปเชมีเป้าหมายที่จะอนุรักษ์ภูมิปัญญาโบราณของทิเบตและให้ความช่วยเหลือเด็กๆในทิเบตและหิมาลัยเพื่อให้พวกเขามีความภูมิใจในวัฒนธรรมของตนเอง ท่านจึงได้ก่อตั้ง “บ้านเด็กเพิน” ในอินเดีย ท่านได้รับเชิญไปบรรยายตามที่ต่างๆทั่วโลก หัวข้อที่ท่านเคยบรรยาย เช่น ซกเช็น การบำบัดรักษาโรค การฟื้นฟูจิตใจ การฝึกพระฑากินี กายกับใจ การนั่งสมาธิ รวมทั้งการปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้าการแพทย์ ริมโปเชเป็นครูทางจิตวิญญาณชั้นนำของโลกและเป็นที่ปรึกษาของมูลนิธิพันดารา หนังสือของท่านเรื่อง Opening the Door to Bon ได้รับการแปลเป็นหลายภาษาทั่วโลก

“Phapa” for the Tara Great Stupa

ขอเชิญทุกท่านร่วม “ทอดผ้าป่าสายใยพันดารา เพื่อพระศานติตารามหาสถูป ครั้งที่ 2” กับอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์พรุ่งนี้ (เสาร์ที่ 28 สิงหาคม) ที่วัดทองนพคุณ คลองสาน ชมการละเล่นโบราณและสนุกกับการออกร้าน เวลาเที่ยงถึงบ่ายสองโมง พิธีทอดผ้าป่าเวลา 14.00-15.00 น.

The Foundation invites our friends and interested persons to join the Phapa fund raising ceremony for the Tara Great Stupa tomorrow (Saturday 28 August 2010) at Thongnoppakul Temple, Klongsan. There will be Thai traditional plays and games at noon-2 pm. The phapa ceremony will take place at 2-3 pm.

Call: 0806100770 or Email: 1000tara@gmail.com for directions.

“The Glorious One Who Looks Down with Mercy”

There is a sacred being, a glorious mind, who devotes his entire life to praying for the welfare of all sentient beings without exception. In his right hand, he holds a rosary. In his left, a lotus flower. He looks at all sentient beings throughout a day for an entire year. Hence, he is called “Chenrezig” (The one who looks down) or Avalokiteshvara. All 24 hours he recites “Om Mani Padme Hung”. When he sees anyone making merit or engaging in any work with love and compassion, he rejoices in his or her wholesome deed. In contrast, when he sees anyone committing an unwholesome deed, his eyes are full of tears, as he knows that person will suffer from his or her own negative karma.

As the foundation is organizing our first Bodhisattva’s vow bestowing ceremony today (24 August 2010), we want to glory him, who embodies the compassion of all Buddhas, and all the Bodhisattvas, whose loving kindness and compassion inspire us to follow their footsteps till we gain enlightenment.

1000 Stars: September Activities

All September activities are dedicated to the Tara Great Stupa for Peace and Harmony project

11 September 2010, 9 am-4 pm

Foundation House, Ladprao Soi 11

Yoga for Health and Meditation by Khru Don. Donations for the Tara Great Stupa project. Lunch and snacks will be provided.

21-25 September 2010

Khadiravana Center (Kundr0l Ling), Hua-Hin

A-Tri Dzogchen Retreat for Beginners

25 September 2010

Annual Stupa offerings, talk on “How to Generate the Mind of Enlightenment” and guided meditation

26 September 2010, 8 am

100,000 fish releasing at Kaeng Krajan Dam

27-30 September 2010

Series of teachings on “Dzogchen in Modern World” and other topics

All the teachings between 21-30 September 2010 will be conducted in English with Thai translation by Nyima Dakpa Rinpoche, senior Dzogchen master in the Yungdrung Bon tradition. Rinpoche is student of His Holiness Menri Rinpoche and is founder of several Bon Buddhist centers throughout the world. Detail will be announced soon.

Yoga & Meditation

โยคะ กับการภาวนา
เชิญกัลยาณมิตรร่วมฝึกโยคะเพื่อสุขภาพและสมาธิ และร่วมทำบุญในโครงการก่อสร้าง “พระศานติตารามหาสถูป

ศาสตร์เพื่อการฝึกฝนให้จิตเป็นสมาธิ เพื่อความสุขอันแท้จริง จิตสงบได้แม้กายยังคงเคลื่อนไหว ทั้งยังส่งผลดีต่อสุขภาวะของร่างกาย พัฒนาระบบย่อยอาหารและขับถ่าย เสริมสร้างกล้ามเนื้อชั้นในให้แข็งแรง กระตุ้นการไหลเวียนของกระแสโลหิต จัดปรับแนวกระดูกสันหลังให้สมดุล ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สบายจากการฝึกโยคะที่ถูกวิธีตามตำราโบราณ ใช้เวลาเพียง ๑ วันก็สามารถกลับไปฝึกต่อด้วยตนเองได้

หัวข้อในการฝึกปฏิบัติ :
·เทคนิคการบริหารข้อต่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อการเตรียมความพร้อม
·อาสนะ เพื่อพัฒนาความสมดุลของร่างกาย (Homeostasis และ Muscle Tone)
·เทคนิคการผ่อนคลายอย่างลึก สำหรับผู้มีปัญหานอนหลับยาก หรือหลับไม่สนิท
·เทคนิคการหายใจเพื่อขจัด ความเครียดและเอื้อให้จิตเป็นสมาธิได้ง่ายและรวดเร็วขี้น
·โยคะกับการภาวนา ฝึกโยคะด้วยความพยายามที่น้อยที่สุด เพื่อรับผลแห่งการภาวนาได้มากที่สุด

วิทยากรนำฝึก : ครูดล (ธนวัชร์ เกตน์วิมุต)/ชีวิตสิกขา : เครือข่ายเพื่อการเรียนรู้และเข้าใจชีวิต

สถานที่ : มูลนิธิพันดารา ซอยลาดพร้าวซอย ๑๑ ถ.ลาดพร้าว เขตจตุจักร กทม.
วัน/เวลา : วันเสาร์ที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๓ เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น.

ค่าใช้จ่ายในการฝึกปฏิบัติ : บริจาคตามกำลังศรัทธา รายได้ทั้งหมดสมทบทุนในการสร้างพระศานติตารามหาสถูป

ลงทะเบียนได้ที่ คุณพรรณพิไล โทร 0806100770 Email: 1000tara@gmail.com

หมายเหตุ: (1) ทางมูลนิธิจะจัดเตรียมอาหารกลางวันอย่างง่ายๆและอาหารว่างแก่ผู้ฝึกอบรม ผู้สนใจกรุณาสวมใส่ชุดที่ทำให้เคลื่อนไหวตัวได้อย่างสบายๆ (2) การฝึกโยคะนี้นอกจากจะช่วยเรื่องสุขภาพและทำสมาธิแล้ว ยังเป็นโอกาสที่ผู้สนใจจะได้มีส่วนร่วมในการทำบุญสร้างพระมหาสถูปและได้ทำความรู้จักกันเพื่อสร้างเครือข่ายกัลยาณมิตร

Bodhisattva’s Six Paramitas

บารมีหกของพระโพธิสัตว์

โดย กุงกา ซังโป ริมโปเช

แปล และเรียบเรียงโดย รศ. ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์

วันที่ 22 สิงหาคม 2553

ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้ ปรารถนาจะฝึกฝนตนบนวิถีพระโพธิสัตว์ มีความจำเป็นจะต้องบ่มเพาะบารมีหก ได้แก่

1. ทาน

2. ศีล

3. ขันติ

4. วิริยะ

5. สมาธิ

6. ปัญญา

บารมี 1-5 เกี่ยวโยงกับสมมติสัจจ์ หรือความจริงที่เรารับรู้ บารมีที่ 6 เกี่ยวกับปรมัติถสัจจ์ หรือความจริงที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างคือศูนยตา

ทานบารมี

มี 3 แบบ :

1. อามิสทาน เป็นการให้ทรัพย์สมบัติหรือสิ่งของ การให้ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้คน ให้ด้วยจิตไม่ตระหนี่ ไม่ให้ของที่เราไม่ต้องการ ไม่ให้อาหารที่เราไม่รับประทานแล้วแก่ผู้อื่น ไม่ให้เพราะหวังชื่อเสียงหรือผลตอบแทนตามมา การให้ที่แท้ต้องไม่มีตัวตนของผู้ให้เกี่ยวข้อง

2. ธรรมทาน ให้ธรรมะเป็นทาน แต่ผู้ให้ต้องเป็นผุ้รู้จริง ไม่สอนธรรมะให้แก่ผู้อืนถ้าผู้สอนไม่รู้จริง

3. การให้ชีวิตเป็นทาน ได้แก่ การปล่อยชีวิตสัตว์ และการให้ที่มีคุณค่าสูงสุดคือ การให้บุคคลที่เรารักแก่ผู้อื่น ดังในเรื่องพระเวสสันดร และการให้ได้แม้แต่ชีวิตของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นการให้อย่างไร ต้องทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ เพื่อให้สัตว์ทั้งหลายพ้นทุกข์ เพื่อให้พวกเขาได้เข้าถึงพระสัมมาสัมโพธิญาณ

ศัตรูของการให้ คือ ความตระหนี่ การหวงแหนสิ่งต่างๆไว้กับตัว ผู้ที่มีนิสัยตระหนี่สามารถฝึกการเป็นผู้ให้ด้วยการเอาของในมือขวาให้มือ ซ้าย แล้วมือซ้ายก็ให้มือขวา ให้ตัวเราคุ้นเคยกับการให้

ศีล บารมี

ศีลปาติโมกข์ เป็นที่ปฏิบัติกันในพุทธเถรวาท หัวใจหลัก คือ การละโลก ไม่ยึดติดกับสังสารวัฏ สำหรับศึลของคฤหัสถ์ คือ ศีล 5 ในเถรวาท และการละอกุศลกรรมบถในมหายาน

ศีลโพธิสัตว์ เป็นที่ปฏิบัติกันในพุทธมหายาน หัวใจหลัก คือ การไม่เบียดเบียนสัตว์อื่น ตั้งแต่วันรับศีลไปจนถึงวันตรัสรู้ ผู้ปฏิบัติตั้งจิตจะดำรงชีิวิตอยู่เพื่อทำประโยชน์ให้สัตว์ทั้งหลายและจะไม่ เบียดเบียนชีวิตใดๆ

ศีลตันตระ เป็นที่ปฏิบัติกันเป็นพิเศษในพุทธวัชรยาน หัวใจหลัก คือ การตั้งจิตว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งของพุทธเกษตร ทุกๆชีวิตคือเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การตั้งจิตเช่นนี้ทำให้เราเห็นคุณค่าของทุกๆชีวิตและแปรเปลี่ยนสิ่งไม่ บริสุทธิ์ให้เป็นสิ่งบริสุทธิ์

**ผู้ปฏิบัติวัชรยาน ถือศีลทั้งสามประเภท

ขันติบารมี

การ ฝึกความอดกลั้น ไม่โกรธผู้ใด แม้มีผู้ยั่วยุให้โกรธ ผู้ฝึกฝนมีความยินดีเพราะผู้นั้นทำให้เขาได้ฝึกขันติบารมี ริมโปเชเล่าว่ามีพระอาจารย์ท่านหนึ่งฝึกขันติบารมีมาประมาณ 5 ปี ไม่เคยมีใครทำให้ท่านโกรธเพราะลูกศิษย์ต่างเคารพเทิดทูนท่าน ผู้อื่นก็ให้ความเคารพท่าน แต่มีวันหนึ่งท่านได้ให้คำแนะนำแก่คนกลุ่มหนึ่งไม่ให้พวกเขามีความโกรธและ คิดเคียดแค้นต่อสู้กับฝ่่ายตรงข้าม ชายคนหนึ่งนับฟังอยู่ ไม่ชอบใจคำแนะนำนั้น เดินเข้ามาตบหน้าท่าน ในชั่วขณะนั้น ท่านไม่มีความโกรธ แต่กลับมีความยินดีที่เขาได้ทำให้ท่านฝึกขันติบารมีสำเร็จ ท่านชื่นชมเขาและลุกขึ้นมากราบเขา สำหรับท่าน เขามีพระคุณไม่ยิ่งหย่อนกว่าพระพุทธเจ้า

มีอีกเรื่องที่ริม โปเชเล่า เมื่อพระอาจารย์อตีศะเดินทางไปทิเบต ท่านพาลูกศิษย์ชาวอินเดียไป 2 คน คนหนึ่งชื่อ ซาราลา เป็นคนดื้อ ชอบโต้เถียงพระอาจารย์ ลูกศิษย์ทิเบตขอร้องให้พระอาจารย์ส่งซาราลาและศิษย์อินเดียอีกคนกลับอินเดีย ไป แต่พระอาจารย์ตอบว่า สองคนนี้อยู่ด้วยเป็นประโยชน์กับท่านมากเพราะทำให้ท่านได้ฝึกขันติบารมี

วิริยะ บารมี

ปราศจากความเพียร การงานทั้งทางโลกและทางธรรมจะไม่มีวันสำเร็จ ริมโปเชให้ข้อคิดว่า ถ้าเราคิดว่า การงานนี้ใหญ่โต จะไม่มีวันทำสำเร็จ เราก็จะไม่มีวันทำสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ในการฝึกฝนแบบพระโพธิสัตว์ เราต้องมีปณิธานบริสุทธิ์ จะปฏิบัติธรรมและประกอบการงานเพื่อประโยชน์ของสัตว์ทั้งหลาย และมีความปีติยินดีที่ถ้าทำการงานนั้น ถ้าปณิธานไม่มีอัตตาของเราเข้าไปเกี่ยวข้อง เราก็ได้บ่มเพาะวิริยะบารมีแบบพระโพธิสัตว์อย่างแท้จริง บารมีข้ออื่นอาศัยวิริยะบารมีเป็นพื้นฐาน

สมาธิบารมี

หมั่น ภาวนาและสวดมนตร์เพื่อทำให้จิตเป็นสมาธิ

ปัญญาบารมี

ปัญญา ในที่นี้คือปัญญาในการเข้าใจสภาวะเดิมแท้ของสรรพสิ่ง (ธรรมตา) ปัญญามี 3 แบบ:

1. ปัญญาที่เกิดจากการฟัง

2. ปัญญาที่เกิดจากการคิด

3. ปัญญาที่เกิดจากสมาธิ

ปัญญาที่ 1 และ 2 เป็นพื้นฐานของปัญญาที่ 3 ท่านสาเกีย บัณฑิต กล่าวไว้ว่า หากปราศจากปัญญาสองข้อแรก ก็เปรียบเสมือนผู้ฝึกฝนที่ไม่มีมือมีแขนพยายามปีนภูเขา