Dr. Krisadawan will be in retreat on 9-29 June 2010. The blog will be updated after her return to Bangkok. In peace and compassion.

Advertisements

สายใยพันดารา ทอดผ้าป่าหนึ่งพันกอง ครั้งที่ 2

มูลนิธิพันดาราขอเรียนเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมเดินทางบนวิถีแห่งความรักความกรุณาและสันติภาพ ด้วยการสร้าง “พระศานติตารามหาสถูป” (Tara Great Stupa of Peace and Harmony) พระสถูปเจดีย์พุทธศิลป์ทิเบตแห่งแรกของประเทศไทย

พระสถูปองค์นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากพระโพธิสัตว์ตารา ผู้เป็นสัญลักษณ์ของความเมตตากรุณาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และอุทิศแด่สันติภาพและความปรองดองกัน

เพื่อให้การก่อสร้างพระมหาสถูปสำเร็จลุล่วง มูลนิธิพันดาราขอเรียนเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมทอดผ้าป่าสามัคคี “สายใยพันดารา ทอดผ้าป่าหนึ่งพันกอง ครั้งที่ 2 ” ในวันที่ 28 สิงหาคม 2553 ณ วัดทองนพคุณ คลองสาน ระหว่างเวลา 14.00-16.00 น.

ในการนี้ พระเทพปริยัติมุนี เจ้าอาวาสวัดทองนพคุณและรองเจ้าคณะภาค 11 เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

ผ้าป่า กองละ 1000 บาท หรือทำบุญตามจิตศรัทธา

ผู้มีจิตศรัทธาท่านใดมีความประสงค์จะร่วมเป็นกรรมการ โปรดติดต่อคุณพรรณพิไลที่ 1000tara@gmail.com หรือโทร. 0806100770 ภายในวันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน ศกนี้

ขออนุโมทนาต่อบุญกุศลของท่านในครั้งนี้และขอให้ท่านได้เข้าถึงพระสัมมาสัมโพธิญาณในการอนาคตด้วยเทอญ

***

รูปแบบพระมหาสถูป :

พระศานติตารามหาสถูป มีฐานกว้าง 30 เมตร สูง 72 เมตร จะก่อสร้างตามแบบประเพณีโบราณของทิเบตทุกประการ ประกอบด้วย

1. อาคารอเนกประสงค์ที่ฐานราก

2. บันไดโปตาลา

3. ลานทักษิณาวรรต

4. พระมหาวิหารเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นที่ประดิษฐานองค์พระประธานพระพุทธเจ้าสี่พระองค์ และใช้เป็นที่นั่งสมาธิภาวนาและประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

5. ซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปและรูปพระโพธิสัตว์ในลักษณะต่างๆอีก 13 องค์

6. องค์พระสถูปซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่จะอัญเชิญมาจากทิเบต

7. ห่วง 13 ห่วงแทนขั้นตอนไปสู่การตรัสรู้

8. ยอดพระสถูป สัญลักษณ์ของการดับอวิชชา

ความก้าวหน้าในการก่อสร้าง :

หลังวันที่ 26 กันยายน 2553 (วันอัญเชิญพระสถูปจำลองไปประดิษฐานที่ศูนย์ขทิรวันและวันขุดดินเพื่อการก่อสร้างเป็นวันแรก) มูลนิธิได้ปรับปรุงแบบสถาปัตยกรรมและแบบวิศวกรรมโดยทำงานใกล้ชิดกับวิศวกรจากกรมศิลปากร ได้ปรับดินบริเวณก่อสร้าง ทำถนนสำหรับรถบรรทุกลำเลียงวัสดุไปบริเวณก่อสร้าง และดำเนินการตอกเสาเข็ม 512 ต้น ซึ่งจะแล้วเสร็จในเดือนมิุนายนนี้ ในระหว่างนี้ มูลนิธิก็ได้จัดกิจกรรมสมาธิภาวนา กิจกรรมจิตอาสาและพุทธศิลป์ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ ปลูกป่าจัดสวน

สำหรับการงานต่อไป มีดังนี้

กรกฎาคม-สิงหาคม 53 ประมูลผู้รับเหมา เตรียมงานก่อสร้างฐานราก

กันยายน 53 เริ่มการก่อสร้าง จัดกิจกรรมปฏิบัติธรรมและงานวันพระสถูป

ตุลาคม 53 ถึง มีนาคม 54 ก่อสร้างฐานรากและอาคารอเนกประสงค์ภายใน จนถึงบันไดโปตาลา

เมษายน ถึง ธันวาคม 54 ดำเนินงานฐานรากจนแล้วเสร็จ เริ่มก่อสร้างพระมหาวิหาร

Sewing Prayer Flags for Mantra Stupa

Mantra Stupa is a dome structure in a shape of a stupa made of thousands of prayer flags. This year we will make a new one as an offering to Buddhas on the upcoming occasion of Asanha Puja and Buddhist Lent next month. The Mantra Stupa has been used as a site for meditation and dharma reflections.

To cultivate compassion and to promote love and peace, the foundation is organizing a volunteer activity “sewing prayer flags” for the making of a new mantra stupa at the foundation house, Ladprao Soi 11, on 3-4 July 2010, 9.30 am -5.30 pm. Everyone is welcome. For detail, please contact 1000tara@gmail.com or call 0806100770

Program

3-4 July 2010

9.30 am Meeting at Foundation House, Dr. Krisadawan Hongladarom explains the meaning and symbolism of prayer flags, Aj. Yonten shows how to sew prayer flags.

10-12 am Sewing prayer flags

12 am -1 pm Lunch break (Please bring lunch to share)

1-3 pm Sewing prayer flags

3-3.30 pm Tea break

3.30-5 pm Sewing prayer flags

5-5.30 pm Mantra recitations; dedication of merits

กิจกรรมจิตอาสาเย็บธงมนตรา

ธงมนตร์ (prayer flag) คือผ้าที่พิมพ์มนตราและรูปพระพุทธเจ้า/พระโพธิสัตว์ซึ่งนำมาผูกเพื่อความเป็นสิริมงคลต่อชีวิตและดินแดน การผูกธงมนตร์คือการที่เราทำให้มนตราอันประกอบด้วยถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธเจ้าได้แพร่ไปในอากาศ นำพาความสุข สันติ ความรัก ความเมตตาไปสู่จักรวาล เป็นการเยียวยาจักรวาลและเป็นการมอบของขวัญที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งให้แก่สิ่งแวดล้อมและสัตว์ทั้งหลาย

ชาวทิเบตเชื่อว่าการผูกธงมนตร์ยังเป็นการสะเดาะเคราะห์ เป็นการขอพรให้มีชีวิตยืนยาว และขจัดอุปสรรคในชีวิตและการงาน พวกเขาจึงนิยมผูกธงใหม่ในวันปีใหม่และวันสำคัญในพระพุทธศาสนา

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 มูลนิธิพันดาราได้สร้าง “สถูปมนตร์ประภัสสร” (Mantra Stupa of Clear Light) ขึ้นที่ศูนย์ขทิรวัน โดยสร้างมาแล้ว 3 องค์ สถูปมนตร์นี้ทำจากธงมนตร์หลากสีนับพันผืนมาผูกรวมกันเป็นรูปสถูปเจดีย์ เพื่อให้ลมพัดมนตราปลิวไปในอากาศ นำพาความรักความสุขไปทั่วดินแดน สถูปมนตร์นี้ยังใช้เป็นที่นั่งสมาธิภาวนาและที่จัดกิจกรรมต่างๆ สี่ปีก่อนในตอนที่มูลนิธิยังไม่มีอาคารก่อสร้างใดๆ ไม่มีศาลาปฏิบัติธรรม ก็ได้ใช้สถูปมนตร์เป็นที่ปฏิบัติธรรม เราตั้งชื่อสถูปมนตร์นี้ว่า “ประภัสสร” เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้นึกถึงจิตกระจ่าง อันเป็นสภาวะจิตเดิมแท้ของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย

การได้เห็นสถูปมนตร์ทำให้เราได้นึกถึงธาตุทั้งห้า ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศ ซึ่งแสดงโดยสีต่างๆของธง สีเหลืองแทนธาตุดิน สีขาวแทนธาตุน้ำ สีเขียวแทนธาตุลม สีแดงแทนธาตุไฟ และสีฟ้าแทนอากาศธาตุ นอกจากนี้ สถูปมนตร์ยังแสดงถึงความเป็นอนิจจัง เมื่อเวลาผ่านไป ธงมนตร์สีสดใสก็เปื่อยสลายไปตามกาลเวลา หลังจากที่ลมได้พัดมนตราไปในอากาศ ทั้งลมและผ้าได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว

เพื่อเป็นพุทธบูชาในช่วงอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษานี้ มูลนิธิพันดาราจะสร้าง “สถูปมนตร์ประภัสสร” องค์ใหม่ขึ้น โดยมีเสากลางสูง 9 เมตร มูลนิธิขอเรียนเชิญจิตอาสามาช่วยกันเย็บลิ้นธง อันเป็นสัญลักษณ์แทนธาตุทั้งห้าที่ชายธงแต่ละผืน ในวันเสาร์อาทิตย์ที่ 3-4 กรกฎาคม 2553 ณ บ้านมูลนิธิพันดารา ซอยลาดพร้าว 11 การเย็บธงจะทำให้เราได้ใช้วันหยุดสุดสัปดาห์ทำกิจกรรมดีๆเพื่อความสามัคคีและปรองดองกัน และทำให้เราได้ฝึกสมาธิ ได้บ่มเพาะความรักความกรุณา และได้เป็นส่วนหนึ่งของ “ผู้ให้” มนตราต่อจักรวาล…

กำหนดการ

วันเสาร์และอาทิตย์ที่ 3-4 กรกฎาคม 2553

9.30 น.พร้อมกันที่บ้านมูลนิธิ

รศ. ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ อธิบายความหมายของธงมนตร์และบทสวดมนตร์ที่สกรีนบนผืนธง อ. เยินเต็น อธิบายวิธีการเย็บธง

10.00-12.00 น. เย็บธง

12.00-13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน (ขอเชิญนำอาหารมาทานร่วมกัน) และสนทนาธรรมตามอัธยาศัย

13.00-15.00 น. เย็บธง

15.00-15.30 น. พักรับประทานอาหารว่าง

15.30-17.00 น. เย็บธง

17.00-17.30 น. สวดมนตราพระโพธิส้ตว์ด้วยกัน อุทิศบุญกุศล

ขอความกรุณาจิตอาสานำกรรไกร เข็ม ด้ายสีต่างๆ มาด้วย ท่านใดมีจักรเย็บผ้าไฟฟ้ากรุณานำมาด้วย เพื่อเย็บเชือกสำหรับผูกธง

ขอขอบคุณ คุณคุณเชน สุวิกะปกรณ์กุล ที่ให้ความช่วยเหลือในการจัดซื้อผ้า อาจารย์ศุภโชค ชุมสาย ณ อยุธยา สำหรับการสกรีนธง ผู้มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญค่าธง และอาสาสมัครทุกท่าน

จาริกแสวงบุญ กับการเดินทางของจิตใจ

The foundation is organizing a conference and seminar (in Thai) on “Pilgrimage and Journey of the Mind” at Chulalongkorn University, Bangkok on July 17, 2010. The talks will cover various spiritual traditions and sacred places in Europe and Asia, including Mt. Kailash. Please contact 1000tara@gmail.com for detail.

การประชุมและเสวนาเรื่อง

“การจาริกแสวงบุญ กับการเดินทางของจิตใจ”

วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จัดโดย มูลนิธิพันดารา ร่วมกับ ศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลักการและเหตุผล
การเคลื่อนไหวกับการเดินทางเป็นอย่างหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนใฝ่ฝันจะทำ มนุษย์อยากจะสำรวจโลกของตัวเองทันทีที่เริ่มเคลื่อนไหวร่างกายได้ เรามีความปรารถนาอยู่เสมอที่จะไปยังที่นั่นที่นี่ เพื่อรู้ว่าที่เหล่านั้นเป็นอย่างไร และดีกว่าที่ที่เราอยู่ในปัจจุบันอย่างไร เด็กทารกมีความสุขกับการใช้เสรีภาพที่เกิดขึ้นจากการรู้จักการใช้มือและเท้าคลานไปมา หลังจากที่ก่อนหน้านั้นต้องเอาแต่นอนอยู่เฉยๆอย่างเดียว การเคลื่อนที่ได้นี้เป็นการเปิดโลกใหม่ของเด็ก ทำให้รู้ว่าโลกนั้นกว้างใหญ่และมีสิ่งต่างๆที่น่าตื่นเต้นรอการค้นพบอยู่มากมาย

เมื่อเราเติบโตขึ้นความปรารถนาที่จะเดินทางไปยังที่ต่างๆก็ยิ่งกว้างไกลมากขึ้น การเดินทางของเรามีทั้งที่จำเป็น เช่นการไปทำงาน และที่เป็นเรื่องของการพักผ่อนหย่อนใจ เช่นการท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ เป้าหมายของการเดินทางของคนในโลกสมัยใหม่ดูเหมือนว่าจะมีเพียงสองประการนี้เท่านั้น ดังจะเห็นได้จากคำถามที่กองตรวจคนเข้าเมืองบางประเทศถามแก่คนที่เดินทางเข้ายังประเทศของตน ว่าจะเดินทางมาด้วยเหตุผลทางธุรกิจ หรือเพื่อความเพลิดเพลิน

อย่างไรก็ตาม มิติที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งของการเดินทาง ได้แก่การเดินทางอันเนื่องจากจิตวิญญาณและศาสนา การเดินทางเช่นนี้เรียกว่า “การจาริกแสวงบุญ” (pilgrimage) เป็นการเดินทางเพื่อสั่งสมบุญบารมี หรือเพื่อปฏิบัติกิจตามคำสอนของศาสนาต่างๆ การเดินทางเช่นนี้นับว่าต่างจากการเดินทางเกี่ยวกับการงาน หรือการเดินทางเพียงเพื่อพักผ่อนหย่อนใจเท่านั้น ที่น่าสนใจก็คือว่าศาสนาต่างๆล้วนแล้วแต่มีเรื่องการเดินทางเป็นส่วนหนึ่งของคำสอนของศาสนาด้วยกันทั้งสิ้น
ในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงแนะนำว่าวิธีการหนึ่งในการปฏิบัติตนของชาวพุทธ คือการเดินทางไปยังสังเวชนียสถานต่างๆ ได้แก่สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ตรัสธรรมเทศนาครั้งแรก และสถานที่ปรินิพพานของพระองค์ ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่ให้ชาวพุทธได้รำลึกถึงพระกรณียกิจต่างๆของพระพุทธเจ้า
ในศาสนาอิสลามก็มีคำสั่งสอนให้ชาวมุสลิมหาโอกาสเดินทางไปยังเมืองเมกกะในประเทศซาอุดิอาระเบียอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต ทั้งนี้เพื่อปฏิบัติศาสนกิจให้สมบูรณ์ด้วยการเข้าไปอยู่ใกล้ชิดกับพระผู้เป็นเจ้า

ในทำนองเดียวกัน ชาวพุทธในวิถีเพินและวัชรยาน ฮินดู และเชนก็ล้วนใฝ่ฝันที่จะเดินทางไปเขาไกรลาศซึ่งเปรียบเป็นเขาพระสุเมรุบนโลกมนุษย์ การเดินทางไม่ว่าจะยากลำบากเพียงไรหล่อเลี้ยงจิตใจของพวกเขาและทำให้พวกเขาได้ใกล้ชิดกับความจริงสูงสุด

การเดินทางด้วยเหตุผลทางจิตวิญญาณและศาสนาเช่นนี้นับวันล้วนแต่จะสูญหายไปจากจิตสำนึกของคนสมัยใหม่ ซึ่งแม้คนสมัยใหม่จะเดินทางกันมากมายด้วยความสะดวกรวดเร็วมากกว่าคนสมัยก่อน แต่ก็ดูเหมือนว่าจะกำลังขาดออกจากมิติของการเดินทางเช่นนี้ ซึ่งไม่ใช่ทั้งการเดินทางเพื่อการงานอาชีพ และก็ไม่ใช่เพียงแค่ความเพลิดเพลินบันเทิงใจเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น การเดินทางยังมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบหมายถึง “การเดินทางของจิตใจ” อีกด้วย

เรามักจะเปรียบเทียบชีวิตว่าเหมือนกับการเดินทาง โดยวัยเด็กเป็นการเริ่มต้นเดินทาง วัยผู้ใหญ่เป็นช่วงเวลาที่กำลังเดินทาง และวัยชราเป็นการเข้าสู้จุดจบของการเดินทาง แต่คำสั่งสอนของศาสนาต่างๆมีตรงกันว่า การเดินทางของเรานั้นมิได้จบสิ้นแค่การตายหรือการแตกดับของร่างกายของเราในปัจจุบันนี้ แต่ยังมีการเดินทางหลังจากร่างกายแตกดับอีกด้วย ซึ่งมิติอันสำคัญยิ่งของชีวิตตรงนี้ เป็นสิ่งที่โลกสมัยใหม่รวมทั้งวิทยาศาสตร์มองข้ามไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้น่าเสียดายอย่างยิ่ง

ด้วยเหตุนี้ คณะผู้จัดจึงได้จัดการประชุมและเสวนา “การจาริกแสวงบุญกับการเดินทางของจิตใจ” ขึ้น โดยมีนักวิชาการและผู้ปฏิบัติธรรมในศาสนาต่างๆมาร่วมกันเสนอความคิดเห็น เพื่อนำเอามิติทางความหมายและจิตวิญญาณของการเดินทางกลับมาสู่สังคม และเพื่อให้ผู้คนได้เห็นคุณธรรมและมิติทางจิตวิญญาณที่เกิดจากการจาริกแสวงบุญ อันได้แก่ ศรัทธาในศาสนา ความอ่อนน้อมถ่อมตน การดำรงอยู่อย่างปรองดองกับธรรมชาติ และคุณค่าของจิตใจ

วัตถุประสงค์
1. เพื่อฟื้นฟูจิตใจของผู้คนให้ได้แรงบันดาลใจจากการจาริกแสวงบุญ
2. เพืื่อนำมิติทางจิตวิญญาณของการเดินทางกลับมาสู่กระแสสำนึกของสังคม
เพื่ออนุรักษ์วิถีจาริกแสวงบุญในหลากหลายประเพณีและทำให้วิถีเหล่านี้ยังมีความหมายอยู่ในโลกปัจจุบัน
4. เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างศาสนาต่างๆอันจะนำไปสู่สันติภาพและความปรองดอง

จำนวนผู้ร่วมประชุม
วิทยากร นักวิชาการ นักศึกษา และประชาชนทั่วไป จำนวนประมาณ 120 คน

รูปแบบการประชุม
บรรยาย 45 นาที พร้อมฉายสไลด์หรือภาพยนตร์แสดงเรื่องราวของสถานศักดิ์สิทธิ์ และเสวนากับผู้เข้าร่วมประชุม 15 นาที

อาหาร
ทางการประชุมจะมีอาหารว่างและเครื่องดื่มร้อน/เย็นบริการ ส่วนอาหารกลางวัน ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถรับประทานได้ที่โรงอาหาร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งอยู่ติดกับห้องประชุม

การลงทะเบียน
การประชุมนี้ไม่เก็บค่าลงทะเบียน แต่ขอให้ผู้สนใจลงทะเบียนล่วงหน้าที่
Email: 1000tara@gmail.com โทร. 0806100770 โทรสาร 025285308 ภายในวันที่ 5 กรกฎาคม 2553

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. สังคมได้รับการเยียวยาและฟื้นฟูจิตใจอันจะนำไปสู่ความเข้าใจซึ่งกันและกันและการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง
ได้รับความรู้และเกิดการตื่นตัวเกี่ยวกับการจาริกแสวงบุญจากมุมมองของหลายศาสนา

กำหนดการประชุมและเสวนาเรื่อง “การจาริกแสวงบุญ กับ การเดินทางของจิตใจ”
วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม 2553
8.45-9.15 น.     ลงทะเบียน
9.30-9.45 น.     พิธีเปิดโดยอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์
9.45-10.00 น.     การเดินทางของพระศานติตารามหาสถูป ปีที่ 4
10.00-11.00 น.   “ตามรอยพระพุทธศาสนาในอินเดียและปากีสถาน”
พระอาจารย์ ดร. อนิล ศากยะ (ผู้ช่วยเลขานุการในสมเด็จ
พระสังฆราชสกลมหาปรินายก วัดบวรนิเวศวิหาร และ
มหามกุฏราชวิทยาลัย)
11.00-12.00 น.   “จาริกแสวงบุญจากมุมมองของคริสต์ศาสนา”
ผศ. ดร. วรยุทธ ศรีวรกุล (คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัย             อัสสัมชัญ)
12.00-13.00 น.    พักรับประทานอาหารกลางวัน
13.00-14.00 น.   “การพาฆราวาสเดินธุดงค์”
พระถนอมสิงห์ สุโกสโล (วัดญาณเวศกวัน นครปฐม ประธานมูลนิธิหยดธรรม)
14.00-15.00 น.    “วิถีแห่งศรัทธากับการยาตราในศาสนาฮินดู”
อ. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร)
15.00-15.30 น.    พักรับประทานอาหารว่าง
15.30-16.30 น.    “เมกกะ : การประกอบพิธีฮัจย์ของชาวมุสลิม”
ผศ. ดร. ปราณี ฬาพานิช (ผู้เดินทางไปเมกกะและผู้เชี่ยวชาญภาษาและวรรณกรรม
สันสกฤต)
16.30-17.30 น.    “จากกรุงเทพสู่ไกรลาศ : การเดินทางเพื่อเปลี่ยนจิตใจในทิเบต”
รศ.ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ (ผู้เชี่ยวชาญด้านทิเบต
และประธานมูลนิธิพันดารา)

Film Clip on “Earthquake in Yushu Tibet”

A clip from popular TV program “Truth on Screen” (เรื่องจริงผ่านจอ) about the recent earthquake in Yushu, China. The Thousand Stars Foundation is coordinating relief effort through donations. Those who would like to donate to help the quake victims can contact the Foundation at

Tel. 66-806100770 Fax. 66-25285308

Email: 1000tara@gmail.com

Blog: https://krisadawan.wordpress.com

Website: http://www.thousand-stars.org

We would like to acknowledge with thanks Khun Akanit Manosyawong, Saradee Company for producing this film and supporting our relief effort.

ขอขอบพระคุณคุณอกนิษฐ์ มาโนษยวงศ์ บริษัทสาระดี ที่ได้ทำภาพยนตร์นี้และได้สนับสนุนการงานของมูลนิธิในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในครั้งนี้

โอนเงิน :

ผ่านธนาคารกรุงเทพ สาขาย่อยเซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์

บัญชีออมทรัพย์ชื่อ “มูลนิธิพันดารา” เลขที่ 924-0-05512-0

หรือท่านสามารคบริจาคผ่านอินเทอร์เน็ตโดยตรง ไปที่ http://www.thousand-stars.org/Site/How_to_Contribute.html แล้วคลิกที่ปุ่ม “Donate” (สกุลเงินที่บริจาคผ่านปุ่มนี้จะเป็นดอลลาร์สหรัฐ)

เมื่อโอนเงินแล้ว กรุณาส่งหลักฐานการโอนเงินมาที่โทรสาร 02 528 5308 หรือ 1000tara@gmail.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0806100770