Stupa Diary (2)

แล้วการเดินกราบเพื่อขัดเกลาจิตใจให้ใสสะอาดก่อนการทำบุญกุศลครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2550 ฉันไปกราบครูอีกครั้ง ท่านสอนวิธีตั้งจิตขณะกราบ ฉันกราบเท้าครูด้วยความกตัญญู จากวันนั้น ฉันน้อมนำจิตของครูมาอยู่กับใจของฉันทุกหนแห่งที่เดินทาง พรของครูเป็นดังน้ำอมฤตชำระล้างกิเลสเครื่องเศร้าหมองในใจ หลายสิ่งหลายอย่างที่ครูพูดสลัดหน้ากากจอมปลอมของตัวตนออกไป

หลังกลับมาเมืองไทยจากการไปกราบได้วันเดียว ฉันไปทำธุระแถวสยาม แล้วเลยเดินไปสถานีรถไฟฟ้าชิดลม ผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาทัก เขาถามว่าจำเขาได้ไหม และฉันไปทำอะไรมาจึงหน้าดำ ฉันเคยพบเขาเมื่อปีก่อน เขาชื่อเอก (อธิพงศ์ ธาดานุพงศ์) เขาเคยนำรูปพระแม่ตาราขาวที่เขาวาดที่ธรัมศาลามาให้ดู ฉันเล่าให้เขาฟังถึงการไปเดินกราบจาริกแสวงบุญ แม้ว่าจะไม่สนิทกัน ฉันเชื่อมั่นว่าเขาจะเป็นผู้วาดรูปพระสถูปให้ได้ ฉันขอให้เขาวาดรูปให้ทันทีโดยขยายจากร่างเดิมที่ศุภโชคทำ เขาบอกว่าไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือเปล่าเพราะเขาไม่เคยวาดรูปสถูปเจดีย์มาก่อน แล้วจริงๆทังกาแบบทิเบตที่เคยวาดก็มีเพียงภาพเดียวในชีวิต เวลาส่วนใหญ่ของเขาหมดไปกับการวาดการ์ตูนหรือวาดรูปประกอบบิลล์บอร์ดที่เขาทำเป็นอาชีพ  เขาขอเวลาไปคิด ก่อนจากกัน ฉันถามเขาว่ารู้จักใครที่จะมาช่วยทำภูมิทัศน์ไห้ศูนย์ปฏิบัติธรรมที่หัวหินไหม เขาบอกว่าจะลองคิดดู

เย็นวันนั้น เอกโทรมาหา เขาจะไปเอาแบบพระสถูปที่จุฬาฯ เขาบอกว่าจะลองวาดดูสักอาทิตย์ เขาให้เบอร์สถาปนิกคนหนึ่งที่มีชื่อว่าเป็นคนใจบุญ สถาปนิกคนนี้ชื่อว่าจุ่น (ชลทิศ ตามไท) เมื่อฉันขอให้เขามาช่วยทำขทิรวัน เขาไม่ปฏิเสธ ในวันรุ่งขึ้นเราเดินทางไปขทิรวันด้วยกันทันที เขาประทับใจบรรยากาศธรรมชาติและรับที่จะทำภูมิทัศน์ให้

ไม่กี่วันหลังจากนั้น ฉันได้เพื่อนร่วมเดินทางอีกคน เธอชื่อจิ๊ก (ปรัชวัน เกตวัลห์) จิ๊กหลงรักทิเบตนับแต่การเดินทางไปที่นั่นครั้งแรก เธอเคยมาหาฉันเมื่อคราวเราจัดประชุมที่จุฬาฯ เคยเอาสมุดไดอารี่มาให้และเคยรับมนตราภิเษกจากครู

เรานัดกันไปทิเบตตะวันออก ไปเยี่ยมชมพระสถูปที่บ้านเกิดเยินเต็นในแคว้นอัมโด และเอารูปพระสถูปขนาดใหญ่ที่เอกวาดไปให้ครูดูเพื่อตรวจสอบสัดส่วน ก่อนเดินทาง จุ่นพาเพื่อนสถานิกอีก 2 คนเล็กและกลาง (ศิษฐ์-ปรีชญา ธีระเกเมน) มาพบ ทั้งคู่ขอตามไปทิเบตด้วย

มิถุนายน 2550 เรา 7 คน (รวมฉันและเยินเต็น) ไปพบครู เมื่อเห็นรูปพระสถูปขนาดใหญ่ ครูรีบนำไม้บรรทัดมาวัด ให้คำแนะนำต่างๆ ครูสอนเราเรื่ององค์ประกอบของพระสถูป ขั้นทั้ง 5 ที่ฐานแทนธาตุทั้ง 5 ขั้น 4 ขั้นเหนือบัลลังก์พระสถูปแทนพรหมวิหาร 4  จิตใจฉันพองโตด้วยความสุข การงานพระสถูปเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง

ที่อัมโด เราเรียนวิถีชีวิตของชาวทิเบตที่เรียบง่ายและเปี่ยมไปด้วยศรัทธา เราไปกราบพระสถูปใหญ่ 2 องค์ คือสถูปยุงตรุง เกอเลกที่วัดตกเต็นซึ่งเป็นวัดที่อดีตพระเยินเต็นจำพรรษาอยู่ 27 ปี และสถูปทงเทรอ ที่วัดโกมัง การเดินทางไปไหว้พระสถูปครั้งนั้นทำให้พวกเรา 7 คนได้มาทำงานร่วมกัน ปีนั้น เราช่วยกันทำนิทรรศการพระสถูปที่การประชุมความสุขในสังคมสมัยใหม่ในเดือนสิงหาคม ต่อมาในเดือนตุลาคม ทั้ง 7 คนก็มาเป็นวิทยากรเกี่ยวกับทิเบตในแง่มุมต่างๆในการสัมมนาเรื่องสานศิลป์สู่สันติ

หลายคนเชื่อเรื่องพลัง คำๆนี้น่าจะเป็นคำยอดฮิตในสังคมไทย บางคนแบมือออกเพื่อรับพลังจากข้างนอก บางคนเปล่งเสียงดังเอาพลังจากข้างในออกมา พลังดูเหมือนจะถ่ายไปถ่ายมาจนเป็นสินค้า ทิเบตก็มีพูดถึงพลังเหมือนกัน แต่พลังในความหมายของพวกเขาคือพรของพระพุทธองค์ คือพรของครูที่เราตั้งนิมิตว่าเป็นหนึ่งเดียวกับพรของพระพุทธเจ้า ถ้าจะมีพลัง ก็มีเพียงพลังจิตที่เกิดจากการฝึกดี ตั้งจิตเยี่ยงพระโพธิสัตว์ เยี่ยงพระอรหันต์ จิตที่ไม่มัวหมองปราศจากอัตตามีพลังที่จะดับทุกข์ของสัตว์โลก หลังเดินทางจากการกราบได้เพียงวันเดียว ฉันได้พบเพื่อนคนไทย 5 คนที่ได้กลายมาเป็นทีมทำงานหลักของพระสถูป สำหรับฉัน นี่คืออานิสงส์ของการไปกราบ คือพรของครู คือพลังแห่งคุณงามความดี ถ้าจะเป็นปาฏิหาริย์ก็เป็นปาฏิหาริย์ที่จะเกิดกับใครที่ได้ที่คิดดี

หลังจากนั้น เพื่อนอีกหลายคนได้เข้ามาช่วยสานฝันพระสถูป การทำงานกับพวกเขาทำให้ฉันได้ฝึกความอ่อนน้อมถ่อมตน ได้เรียนรู้การจัดการกับอารมณ์ความรู้สึก ฉันนึกถึงคำสอนของครูที่ว่าคลื่นเป็นส่วนหนึ่งของทะเล อารมณ์เป็นส่วนหนึ่งของจิตเดิมแท้ที่ใสกระจ่าง ในการสร้างพระสถูปบนโลกมนุษย์ เราต้องเรียนรู้ที่จะสร้างพระสถูปในจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความรักความกรุณา ที่เปี่ยมไปด้วยสันติสุข เหมือนชื่อของพระสถูปที่ครูตั้งให้ ถ้าคนสร้างขาดคุณธรรมสองข้อนี้ พระสถูปจะเป็นศานติตาราไปได้อย่างไร

ในปี 2551 เชน เจ้าของสำนักพิมพ์เซรินเดียและเซรินเดียแกลอรี่ได้พาผู้เชี่ยวชาญทิเบต/หิมาลัยจากหลายประเทศมาให้รู้จัก เขาเปิดบ้านของเขาที่ซอยอารีย์ให้เป็นที่แสดงนิทรรศการพระสถูปและที่ประดิษฐานพระสถูปจำลองอยู่หลายสัปดาห์ เขาช่วยจัดนิทรรศการพระสถูปในการประชุม “จิตกับชีวิต” ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในเดือนสิงหาคม 2551 คำพูดหนึ่งที่เขาบอกฉันซึ่งยังก้องอยู่ในโสตประสาท พระสถูปจำลองจะค่อยๆผุพังลงพร้อมๆกับองค์ใหม่ที่งดงามจะเกิดมาแทนที่ เราจะเฝ้ารอวันที่พระสถูปองค์ใหญ่กำเนิดขึ้นมาเป็นหลักชัยให้แก่พวกเราและสัตว์ทั้งหลาย

Advertisements

Author: Krisadawan Metavikul (Kalsang Dawa)

Dharma teacher, founder and president of the Thousand Stars Foundation, promoting Tibetan wisdom, engaging in charity work.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s