On Contemplative Research

บ่ายนี้ได้รับเชิญร่วมประชุมที่โรงแรมรามา การ์เดน ไปแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความ 3 เรื่องซึ่งเป็น “การวิจัย” หรือเรียกอีกอย่างที่เหมาะกว่าว่า “การเรียนรู้” ในเชิงจิตตปัญญาศึกษา

คำว่า “จิตตปัญญา” เป็นคำที่เพราะและมีความหมายดีมาก ปัญญาที่เกี่ยวกับจิต คือปัญญาที่มาจากภายใน การศึกษาที่ผ่่านมา รวมทั้งการเรียนการสอนที่เข้ามาในชีวิตของดิฉันและคนไทยส่วนใหญ่เป็นการศึกษาจากภายนอก เราเรียนเพราะเราอยากเก่ง เพราะอยากได้งานดีๆ อยากให้มีผู้นับหน้าถือตาในสังคม เราไม่ได้เรียนเพื่อยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น อาจจะมีบางอาชีพที่เราเรียนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น เช่น อาชีพแพทย์พยาบาล แต่เมื่อเรียนจบ ทำงานกับคนไข้จริงๆ หลายครั้ง เราลืมอุดมคตินั้น เงินกลายเป็นเป้าหมายสูงสุด เราลืมที่จะให้ความรักแก่คนไข้ เราตรวจรักษา จ่ายยา แต่ไม่เคยอนุญาตให้คนไข้เข้ามาอยู่ในพื้นที่หัวใจของเรา เรามุ่งเน้นรักษากายแต่ไม่รักษาใจ และเราไม่เปิดให้กระบวนการรักษาเป็นการเยียวยาจิตใจเราเอง

บทความที่ดิฉันได้อ่านเป็นงานวิจัยของคุณครู 3 คนซึ่งมีหัวข้อร่วมคือการสอนโดยมุ่งเน้นภาวะภายในของผู้เรียน บทความแรกเป็นรายงานการนำกิจกรรมจิตตปัญญาไปสอดแทรกในชั้นเรียนด้วยการเตรียมความพร้อมทางจิตใจให้แก่นักเรียน การเตรียมความพร้อมก็ทำได้โดยการให้นักเรียนแบ่งกลุ่มย่อย แก้ปัญหาร่วมกัน การต่อเรื่องเล่า และการยืนเป็นสามเหลี่ยมเคลื่อนที่ ผู้วิจัยพบว่ากิจกรรมเหล่านี้ทำให้นักเรียนตระหนักว่าพวกเขาไม่สามารถอยู่โดยลำพัง แต่ต้องพึ่งพาคนอื่น นักเรียนได้เรียนว่าเมื่อทำงานกลุ่ม พวกเขามีความจำเป็นจะต้องฟังกันและกันอย่างไม่ตัดสินกัน กิจกรรมทำให้เด็กมีสมาธิมากขึ้น มีการพัฒนาภาวะทางจิตใจควบคู่ไปกับการพัฒนาสติปัญญาและความคิด แต่สิ่งหนึ่งผู้วิจัยไม่ได้พูดถึงคือการเปลี่ยนแปลงของผู้วิจัยเองในกระบวนการการเรียนรู้นี้ อารมณ์ความรู้สึกของเด็กเป็นอย่างไรเมื่อนำกิจกรรมแบบนี้มาใช้อยู่เสมอ เด็กมีความรักความกรุณาเพิ่มพูนในหัวใจมากขึ้นหรือเปล่า เพียงการมีสมาธิมากขึ้นและการยอมรักกันและกันเมื่ออยู่ในกลุ่มไม่เพียงพอที่จะทำให้เราบ่มเพาะจิตตปัญญาที่สมบูรณ์

บทความที่สองเกี่ยวกับการนำวรรณคดีมาใช้ในการเรียนรู้แบบจิตติปัญญา บทความนี้เร่ิมด้วยข้อความว่า “วัยรุ่นเป็นวัยที่พลุ่งพล่านไปตามอารมณ์ หากเปี่ยมไปด้วยพลังความคิดในทางสร้างสรรค์ วรรณคดีเป็นบทเรียนสำคัญที่จะแสดงให้เห็นถึงความประณีตในการเปลี่ยนแปลงรสของอารมณ์ต่างๆ ให้กลายเป็นลีลาทางภาษาที่มีความงดงาม” แนวความคิดที่จะนำวรรณคดีมาเสริมพลังทางบวกเป็นสิ่งที่ดีงาม เมื่ออ่านงานนี้ ดิฉันย้อนไปนึกไปในวัยเด็กที่ไม่ชอบเรียนหนังสือ แต่มีวิชาหนึ่งที่ชอบคือวรรณคดี เด็กวัยรุ่นเต็มไปด้วยจินตนาการ เมื่อเราให้วรรณคดีมาเป็นพื้นที่ให้พวกเขาได้แสดงจินตนาการอย่างเต็มที่ พวกเขาก็จะเติบโตและรักการเรียนรู้ วรรณคดีจะไม่ใช่วิชาหนึ่งที่ต้องเรียน ต้องสอบ แต่จะเป็นสิ่งหล่อหลอมจิตใจ เป็นแรงบันดาลใจ ในทุกๆเวลาของชีวิต

ในบทความผู้วิจัยได้สอดแทรกงานเขียนของเด็กๆซึ่งถ่ายทอดหัวใจของพวกเขาออกมาในรูปความเรียง งานเขียนเหล่านี้ทรงพลังและเป็นส่ิงที่สอนเราให้เข้าใจจิตใจของเด็กๆ อยากเห็นบทความในแนวจิตตปัญญาที่สะท้อนจิตใจใสๆข้างในเหมือนงานเขียนของเด็กและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเป็นตัวดำเนินเรื่อง

บทความบทสุดท้ายเกี่ยวกับประสบการณ์การไปสอนพระภิกษุและแม่ชีไทยใหญ่ ผู้เขียนตั้งชื่อว่า “โรงเรียนพ่อแม่ในต่างแดน” อ่านแล้วไม่เข้าใจว่าทำไมถึงตั้งชื่อแบบนี้ และไม่รู้ว่าต่างแดนคือที่ใด รู้แต่ว่า มีเกี่ยวโยงกับพม่าและไทยใหญ่ แต่บทความนี้กลับเป็นบทความที่น่าประทับใจเพราะผู้เขียนไม่เพียงบันทึกประสบการณ์การไปเรียนรู้ แต่บันทึกอารมณ์ความรู้สึกของทั้งตัวเองและผู้เรียนเข้าไป ในตอนต้น เธอเล่าถึงความรู้สึกกังวลใจที่จะต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพหมู่บ้านที่ไม่มีไฟฟ้า การปรับตัวให้เข้ากับชาวไทยใหญ่ แต่เมื่อวันแรกผ่านไป เธอกลับพบว่าสิ่งแวดล้อมภายนอกไม่ใช่อุปสรรคเมื่อเธอเปิดหัวใจให้แก่ผู้เรียน เธอให้นักบวชเหล่านี้เล่าว่าทำไมพวกเขาถึงมาอยู่ในสมณเพศ นั่นเป็นจุดที่ทำให้พวกเขาเปิดใจต่อครู ด้วยการพูดถึงชีวิตในวัยเด็ก ความรู้สึกผิดที่เคยทรมานสัตว์ ความละอายแก่ใจที่เคยดุว่าพ่อแม่ ปัญหาที่มีในครอบครัว สภาพสังคมไทยใหญ่กับความกดดันทางการเมือง หลายคนอยู่กับความกลัว ไม่มีความสุขในสภาวะนักบวชแต่ก็ไม่กล้าสึก เมื่อการเรียนการสอนครบตามกำหนด คุณครูผู้นี้เดินทางกลับไปพร้อมกับหัวใจของนักบวชเหล่านี้ แม่ชีบางคนร่ำไหเมื่อต้องลาจากไป

การเดินทางเพื่อเปลี่ยนทิศทางการศึกษาให้ไม่เน้นคนเก่ง แต่ให้เน้นคนดีมีคุณธรรม คนที่เปี่ยมไปด้วยความกรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ เป็นการเดินทางที่ยาวไกล ตราบเท่าที่เรายังเปลี่ยนค่านิยมของพ่อแม่ ของคนในสังคม ให้หันมาเห็นคุณธรรมว่าสำคัญมากกว่าเงินตราหรือชีือเสียงเกียรติยศ ดิฉันหวังว่าผู้ใหญ่ในแวดวงการศึกษา ครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยจะได้สนใจการศึกษาในแนวจิตตปัญญาให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มมิติการใคร่ครวญและการเรียนรู้จากข้างใน ที่ไม่ใช่การวิพากษ์ตามแนวตะวันตกและการเรียนรู้เพียงเพื่อพิชิต เพื่อเอาชนะ เพื่อแข่งขัน เพื่อแสดงความเก่ง ซึ่งจะมีแต่ทำให้สังคมเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวมากขึ้น

แต่การศึกษาจิตตปัญญาที่แท้คือการศึกษาที่ต้องปรับเปลี่ยนที่ตัวเนื้อหาเพื่อยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น

Advertisements

Author: Krisadawan Metavikul (Kalsang Dawa)

Dharma teacher, founder and president of the Thousand Stars Foundation, promoting Tibetan wisdom, engaging in charity work.

1 thought on “On Contemplative Research”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s