A Day of Joy

February 28, 2009: Losar (Tibetan New Year) celebration at the Foundaiton House

We started the day with Tibetan prayers and sang offering:

mandala

mandala2
Offering the best in the universe on our hands

sang1

sang2
Sang offering

sang

leisure

view

monks

audience
Thai ceremony of prayers and offering food to the Sangha.

Advertisements

Tibetan Mantra for Mindfulness & Meditation

For a full article with pictures, see: http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pra01250252&sectionid=0131&day=2009-02-25

มติชน รายวัน วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2552

มนตราทิเบต เครื่องมือฝึกสติและสมาธิ

โดย พนิดา สงวนเสรีวานิช

ธง มนต์ 5 สี ประกอบด้วยสีฟ้า สีเขียว สีแดง สีขาว และสีเหลือง ที่นำชายต่อชายมาผูกร้อยเข้าด้วยกันเป็นกระโจมหลังใหญ่ โบกสะบัดเกิดเป็นเสียงกราวใหญ่ก้องไปในสายลม

“สถูปมนต์” แห่งนี้เป็นสถานที่สำหรับปฏิบัติศาสนกิจ ของ ศูนย์ขทิรวัน มูลนิธิพันดารา ซึ่งศึกษาวัฒนธรรมทางพุทธศาสนาในทิเบต ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

รวมทั้ง “ศาลาวสุตาราม” ศาลาอเนกประสงค์ที่อยู่ใกล้กัน ที่ใช้เป็นสถานที่นับตั้งแต่ไหว้พระ สวดมนต์ ทำสมาธิ สอนหนังสือ ฯลฯ

บ่าย วันนี้หลังจากเสร็จสิ้นมื้อเที่ยงแล้ว ศาลาแห่งนี้จึงเป็นสถานที่สอน “ศิลปะการเขียนมนตราแบบทิเบต” โดยมีอาจารย์เยินเต็น จากทิเบต เป็นผู้สอน

จุด มุ่งหมายสำคัญคือ เพื่อเป็นการฝึกสติและสมาธิ หนึ่งในกิจกรรม บอดี้แอนด์ไมนด์ ดีท็อกซ์ (Body&mind Detox) ที่นิตยสารวูแมน แอนด์ โฮม จัดขึ้นเป็นครั้งแรก

พอได้เวลา สมาชิกทั้งหลายมาชุมนุมกันบนศาลา รับอุปกรณ์การเขียน ซึ่งก็คือ กระดาษ น้ำหมึก และปากกาไม้ไผ่ ต่างตั้งอกตั้งใจเขียนกันอย่างเต็มที่

ขณะ ที่อาจารย์เยินเต็นหยิบชอล์กแสดงการเขียนตัวอักขระโบราณ ที่เรียกว่า “คัลลิกราฟี” (Calligraphy) ลงบนกระดานดำที่ตั้งบนขาหยั่งด้านหน้าลูกศิษย์ที่มารวมตัวกันอย่างเฉพาะกิจ โดยมีเบาะเล็กๆ รองนั่งอยู่กับพื้นศาลา พร้อมกับโต๊ะตัวน้อยคนละตัว

แม้ ว่าคอร์สวันนี้บรรดานักเรียนจะหัดเขียนเพียงแค่คำว่า “โอม อา หุง” แต่การใช้ปากกาไม้ไผ่หัวตัด เขียนตัวอักขระให้มีความหนาบางตามจังหวะให้ได้สวยงามนั้นไม่ใช่ง่าย กระนั้น ทุกคนก็ตั้งใจกันอย่างเต็มที่ แล้วยกขึ้นอวดกันอย่างภาคภูมิใจ

รศ. ดร.กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ ประธานมูลนิธิพันดารา อธิบายให้ฟังถึงคอร์สการเขียนอักขระโบราณว่า ภาษาทิเบตนั้นมีตัวอักษร 30 ตัว มีสระ 4 ตัว แต่วันนี้สอนเขียนคำว่า “โอม อา หุง” เพราะหัวใจของศาสนาพุทธทั้งหมดอยู่ที่คำนี้

(บน) สถูปมนต์ในศูนย์ขทิรวัน ที่หัวหิน (ล่าง) อาจารย์เยินเต็นสอนการเขียนคัลลิกราฟี

” โอม อา หุง” หมายถึง กาย วาจา และใจของพระพุทธเจ้า (โอม-กาย อา-วาจา หุง-ใจ) โดยเสียง อา นั้นถือเป็นเสียงเดิมแท้ คือมีมาแต่ดั้งเดิม เช่น เด็กเล็กเวลาที่หิวหรือดีใจมักจะออกเสียง อา ฉะนั้น เวลาที่ฝึกเขียนคำว่า “โอม อา หุง” ก็จะนึกถึง กายวาจาใจของพระพุทธเจ้า คือ กายที่ใสบริสุทธิ์ วาจาที่ปราศจากการพูดว่าร้าย การพูดมุสาทั้งหลาย และใจที่ปราศจากการคิดร้ายต่อผู้อื่น”

รศ.ดร.กฤษดาวรรณอธิบายเพิ่ม เติมว่า “คนไทยอาจจะคุ้นกับการเขียนตัวอักษรจีนด้วยพู่กัน ซึ่งก็เป็นคัลลิกราฟีแบบหนึ่ง แต่คอร์สนี้เลือกใช้ปากกาไม้ไผ่ซึ่งเป็นการเขียนแบบโบราณ เพราะเขียนยากกว่า เท่ากับเป็นการฝึกสมาธิด้วย”

การเขียนคัลลิกราฟี จึงเป็นมากกว่าการคัดลายมือ เพราะโยงถึงการฝึกสมาธิด้วย บางรายนำวิธีนี้ไปใช้เมื่อรู้สึกเครียด เกิดความวิตกกังวล และพบว่าเมื่อนั่งเขียนไปเรื่อยๆ จะรู้สึกผ่อนคลาย จากที่เคยโกรธเพื่อนก็โกรธน้อยลง

“เวลาขีดเส้นแต่ละเส้นให้ดูว่าจิต เราอยู่ที่ไหน ใจอยู่ที่ไหน เมื่อเส้นเริ่มต้นลากไปจนถึงตรงกลางจนถึงสุดท้าย ใจเราอยู่ตรงนั้นหรือเปล่า ถ้าใจมุ่งที่อักขระสมาธิจะเกิด ฉะนั้น การเขียนให้งดงามต้องใช้ความพยายาม แต่ก็ต้องผ่อนคลายด้วย คือทำอย่างมีความสุข ซึ่งในทิเบตพระสงฆ์จะได้รับการฝึกเขียนคัลลิกราฟีเป็นประจำ

“คัลลิ กราฟีนอกจากจะใช้เขียน “มนตรา” แล้ว ยังใช้เขียนคำที่มีความหมายดีๆ เช่น คำว่า “กรุณา” ดังเช่นพระอาจารย์ทิเบตที่นิยมเขียนคัลลิกราฟีให้กับลูกศิษย์ เป็นการแทนความคิดผ่านปากกาไม้ไผ่

(จากซ้าย) สอนการเขียนอักขระอย่างใกล้ชิด, มือใหม่หัดเขียน, รศ.ดร.กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ ประธานมูลนิธิพันดารา

” เราไม่ได้สอนภาษาทิเบต แต่สอนเขียนอักขระศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้นึกถึงสิ่งที่อักขระศักดิ์สิทธิ์ถ่ายทอด แล้วฝึกให้เขาได้มีวิริยะในการทำสิ่งนี้ มีจิตที่ไม่วอกแวก ถ้าทำดีมากๆ จะเป็นสิ่งสวยงาม เห็นแล้วมีความสุข เป็นบุญตาของคนที่ได้เห็น”

ทั้ง นี้ อาจกล่าวได้ว่า ปัจจุบันมีผู้ที่สามารถเขียนคัลลิกราฟีไม่มาก อย่างบางหมู่บ้านในทิเบตจะมีไม่กี่คนที่เขียนได้ เวลาที่มีงานคนที่เขียนคัลลิกราฟีก็จะได้รับการไหว้วานให้ช่วยเขียนคำดีๆ ให้

เช่นเดียวกับตามวัดหลายๆ แห่งที่มีพระบางรูปทำหน้าที่คัดคัมภีร์โบราณ โดยถือว่าเป็นการทำเพื่อสั่งสมบุญบารมีนั่นเอง

ประธาน มูลนิธิพันดารา เล่าถึงระบบการศึกษาของชาวทิเบตว่า แม้ว่าวัดจะยังคงทำหน้าที่เป็นเสมือนสถานที่ให้การศึกษา แต่ปัจจุบันด้วยค่านิยมของชาวทิเบตเกี่ยวกับการศึกษาเปลี่ยนไป คนส่วนมากอยากเรียนภาษาจีนมากกว่าภาษาทิเบต ขณะเดียวกัน ถ้าพ่อแม่เลือกได้ก็จะไม่ส่งลูกไปเรียนภาษาทิเบต แต่ส่งไปเรียนในเมืองใหญ่ของจีน เพื่อว่าลูกจะได้มีงานดีๆ ทำ มีอนาคตที่ไกล

” ชาวทิเบตยังคงใช้ภาษาทิเบตพูดคุยสื่อสารกัน โดยเฉพาะทางภาคตะวันออกที่ยังเหนียวแน่นกับการใช้ภาษาทิเบต ถ้าที่เมืองใหญ่อย่างลาซา จะพูดทั้งภาษาจีนและภาษา (ทิเบต สำเนียง) ลาซา แต่มักจะเขียนไม่ได้”

สำหรับ อาจารย์เยินเต็น ผู้ประสานงานของมูลนิธิ และเป็นอาจารย์สอนภาษาทิเบตนั้น อุปสมบทตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เพราะในทิเบตนั้นการบวชเป็นประเพณีที่สืบทอดต่อๆ กันมานานนักแล้ว เป็นเหมือนสัญญาของเด็กผู้ชาย โดยเฉพาะครอบครัวใดมีลูกชายหลายคน จะให้ลูกชาย 1 คนถือบวชไปตลอดชีวิต เพื่อให้วัดมีผู้สืบต่อพระศาสนา จึงมีไม่น้อยที่เมื่อบวชแล้วจะบวชไปตลอดชีวิต

อาจารย์เยินเต็นย้อน เล่าถึงชีวิตเมื่อครั้งที่ยังอยู่ในสมณเพศว่า แม่พาไปบวชตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อย ซึ่งสมัยนั้นยังอยู่ในช่วงของการปฏิวัติวัฒนธรรม ยังไม่มีวัดเป็นกิจจะลักษณะเช่นทุกวันนี้ การเรียนเขียนคัลลิกราฟีจึงเป็นการฝึกด้วยตัวเอง โดยเริ่มจากการเรียนไวยากรณ์ เรียนกวีนิพนธ์จนสามารถแต่งบทกวีได้เอง จึงเริ่มหัดเรียนคัลลิกราฟี

อาจารย์เยินเต็นบวชมา 27 ปี เพิ่งลาสิกขามาไม่นานก่อนจะมาเป็นผู้ช่วยทำโครงการวิจัยเกี่ยวกับทิเบตศึกษา รวมทั้งเป็นอาจารย์สอนภาษาทิเบตที่มูลนิธิพันดารา

“ชาวทิเบตที่เขียน หนังสือเป็น ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเขียนคัลลิกราฟีได้ เพราะการเขียนคัลลิกราฟีเป็นมากกว่าการคัดลายมือ เป็นสิ่งที่โยงไปถึงการทำสมาธิ เป็นการบ่มเพาะสิ่งดีๆ ในใจ”

ส่วน การนำการเขียนมนตรามาสอนในกิจกรรมครั้งนี้ รศ.ดร.กฤษดาวรรณบอกว่า เป็นการนำมาประยุกต์ใช้กับการทำสมาธิ ซึ่งถ้าฝึกบ่อยๆ จะทำให้มีจิตที่นิ่งมากๆ เหมือนอาจารย์เยินเต็นที่ได้ประโยชน์จากการเขียนคัลลิกราฟี

สำหรับ คนที่สนใจจะเรียนรู้เกี่ยวกับทิเบต มูลนิธิพันดารายินดีต้อนรับ เพราะความรู้เกี่ยวกับทิเบตศึกษาในเมืองไทยยังมีการเผยแพร่น้อยมาก และด้วยเหตุนี้มูลนิธิพันดาราจึงก่อตั้งขึ้นมาเพื่อให้ความรู้เรื่องนี้โดย ตรง ลองเปิดเข้าไปทำความรู้จักก่อนก็ได้ที่ http://thousandstarfoundation.blogspot.com

“อยากให้มีคนที่สนใจเรื่องทิเบตศึกษากันมากๆ” ประธานมูลนิธิพันดารา บอกความตั้งใจ

หน้า 20

Tibetan New Year

Tomorrow (February 25) marks the new year according to Tibetan calendar. At Khadiravana we’ll perform a big “sang” offering and prayers since early morning. Although my friends and students cannot join me, I hope they will have a special celebration at home. May everyone be happy and enjoy a long life! May all of your dreams and wishes be fulfilled this year!

Losar Tashi Delek!

Message from Khadiravana

I came here two days ago. It’s warmer than before. But we always get nice breezes when we sit at Sala. I don’t have much news except that we are cutting grass in the inner zone so that everything looks tidy and safe. We have a plan to grow fruits there and we’ll allocate some land for more trees. These days it’s difficult to plant anything because of no rain.

Yontan brought the Stupa layouts and displayed them at Sala. He arranged a beautiful Buddha mandala as usual.

We are returning to Bangkok on the 26th. Hope to see everyone at the Tibetan New Year event. Anyone who is interested in offering sang, please contact Nuch at aimer_nuch@hotmail.com for what to bring.