Everything Can Start Anew

บนเส้นทางที่เลือกเดิน หากเดินแล้ว สะดุดล้ม ขอจงลุกขึ้น และก้าวเดินต่อไปอย่างไม่หวาดหวั่น อย่ากลัวการหกล้ม อย่ากลัวอุปสรรค เพราะถ้ากลัว แล้วตัดสินใจหันหลังกลับ หนทางข้างหน้าก็ไม่ใช่ทางของเราอีกต่อไป…

ตอนที่ไปเยี่ยมชาวทิเบตที่ประสบภัยแผ่นดินไหว พวกเขาบอกว่า “แม้เราจะสูญเสียบ้าน ญาติมิตรแต่พวกเรายังมีลมหายใจ แล้วเราก็จะเริ่มต้นได้ใหม่” คำว่า “จะเริ่มต้นได้ใหม่” ให้ความหวัง ทำให้เรายิ้มออกมาได้ เมื่อเราไม่กลัวทุกข์ ทุกข์ก็จะทำให้เราเห็นหนทางดับทุกข์

Breathing Wisdom Breath

ตื่นนอนแต่เช้า หายใจเข้านำลมแห่งปัญญาเข้าไปหล่อเลี้ยงชีวิต หายใจออกขับไล่พิษแห่งจิตใจและ
ความ เขลาแห่งอวิชชาออกไป เร่ิมต้นแต่ละวันด้วยลมหายใจแห่งปัญญา พร้อมกับตั้งจิตจะทำความดีระหว่างวัน ก่อนนอนอุทิศบุญกุศลที่ได้ทำและนอนหลับด้วยจิตเปี่ยมสุข

[ภาพ - ต้นไทรใหญ่ที่ขทิรวัน ที่แห่งนี้เมื่อสี่ีปีก่อนคือแรงบันดาลใจให้ทำการงานในวันนี้]

Rainbow over Clouds

ธรรมชาติมีความงามในหลายรูปแบบ ขอเพียงเราหยุดมอง แหงนหน้าดูฟ้า ช่วงเวลาสั้นๆนั้นบำรุงจิตใจ เตือนให้เห็นตัวตนที่แสนเล็กท่ามกลางธรรมชาติที่ศักดิ์สิทธิ์ และเตือนให้เห็นความไม่เที่ยงของทุกสรรพสิ่ง รุ้งเหนือเมฆก็เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและผ่านไป
อาจมีบางวันที่เรารู้สึกท้อแท้ รู้สึกแย่ ขอให้รู้ว่าวันเช่นนั้นอาจนำไปสู่โอกาสที่ดีกว่า และปัญญาในการตัดสินใจ นั่งภาวนานิ่งๆ ด้วยจิตใสๆ ด้วยหัวใจเปี่ยมศรัทธา แล้วก้าวเดินต่อไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำการงานให้สำเร็จ ปาฏิหาริย์จะเกิดดังเช่นรุ้งเหนือเมฆฝน เราจะพบว่าในภาวะเช่นนั้น สันติสุขก็บังเกิดได้ในจิตใจของเรา

[ภาพ : สมบัติ ไกรฤทธิ์ 2 มิถุนายน 2553]

กฎแห่งกรรม

เรื่องกฎแห่งกรรมที่พี่ชายท่านหนึ่งเล่าให้ฟัง

หลายปีก่อน เพื่อนคนหนึ่งของพี่คนนี้ชอบล่าสัตว์ เขาล่าด้วยความคึกคะนอง แล้วนำสัตว์ที่ล่ามาอวดกัน คราวใดที่ได้สัตว์ดุร้าย เช่น งูจงอาง ก็จะนำมาเล่าด้วยความภาคภูมิใจ ในการล่าสัตว์ พวกเขามักจะไปกันตอนกลางคืน การล่าสัตว์จะเน้นส่องสัตว์โดยดูจากดวงตาของมันซึ่งเหมือนดวงไฟสีแดง

คืนหนึ่ง เพื่อนของพี่กับเพื่อนของเขาไปกันสองคันรถ พวกเขาแบ่งโซนล่าสัตว์ เขากับเพื่อนกลุ่มหนึ่งแยกเข้าป่าไป พวกเขาขับรถวนไปวนมาก็ยังหาสัตว์ไม่ได้ รถของเพื่อนพวกเขาอีกคันจอดพักโดยที่คนขับจุดไฟเพื่อสูบบุหรี่ รถของเพื่อนพี่เห็นประกายไฟ ดีใจคิดว่าเป็นดวงตาของเสือ พวกเขารีบยิงไปทันที ปรากฏว่าพวกเขาได้สังหารเพื่อนของพวกเขาเอง ในรถคันนั้น คนหนึ่งตายทันที อีกคนถูกยิงเข้าแก้ม ทะลุกราม โชคดีว่าผู้ถูกยิงเพิ่งไปถอนฟันมา ทำให้กระดูกฟันไม่แตก และกระสุนทะลุไปที่แก้มอีกด้านหนึ่ง คนนี้ไม่ตาย แต่บาดเจ็บ ส่วนเพื่อนอีก 2 คนในรถพยายามขับรถออกจากป่า แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร พวกเขาก็หลงป่าถึงสองวัน ในช่วงนั้น พวกเขาต้องอยู่กับศพผู้ตายเหมือนกับอยู่กับเหยื่อที่พวกเขาเคยล่ามา

หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ ผู้ถูกยิงทะลุแก้มตั้งปฏิญาณที่จะไม่ฆ่าสัตว์อีกต่อไป ทุกวันนี้เขาก็ยังดำรงชีวิตอยู่ แต่น้องชายของเขาไม่เชื่อเรื่องบาปกรรม ยังคงชอบล่าสัตว์อยู่ หลังจากนั้นไม่นาน น้องชายเขาถูกจับเป็นตัวประกันและถูกยิงทิ้ง

บาปกรรมมีจริงโดยเฉพาะถ้าฆ่าสัตว์โดยมีองค์ประกอบครบทั้ง 4 องค์ประกอบ: มีเจตนาที่จะฆ่า มีสัตว์ที่ต้องการฆ่า มีการฆ่า และมีผลของการกระทำ คือ สัตว์นั้น ตาย บางครั้ง กรรมดี กรรมชั่ว ไม่ได้ให้ผลเร็ว เพราะขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยในอดีตชาติด้วย แต่ถ้าเป็นกรรมดีมากๆหรือกรรมชั่วมากๆ ผลมักจะเกิดขึ้นทันตาเห็น

สัตว์ทั้งหลายไม่ว่าตัวมันจะเล็กเพียงใดล้วนแต่รักชีวิต ปรารถนาความสุขและไม่ต้องการความทุกข์ การฆ่าสัตว์จะทำให้เราเป็นคนเจ็บป่วยและมีอายุสั้น ในวาระสุดท้ายของชีวิต จิตของเราจะระทมทุกข์ด้วยความสำนึกผิด

On Tibetan Buddhism

การปฏิบัติในสายยุงตรุงเพิน (Yungdrung Bon) และญิงมาปะ (Nyingmapa) แบ่งเป็น 3 แบบคือ แบบพระสูตร (Sutra) ตันตระ (Tantra) และซกเช็น (Dzogchen)

แบบพระสูตรเน้นการสะสมบุญบารมี ค่อยๆปฏิบัติธรรมจนกว่าจะเข้าถึงพระนิพพาน หัวใจหลักของสายนี้การสละโลก (renunciation path)

แบบตันตระและซกเช็นจะเน้นการเข้าถึงโดยฉับพลัน โดยตันตระ เป็นการปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้าจากภายใน เน้นการเปลี่ยนสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ให้บริสุทธิ์ เปลี่ยนโลก (transformation path) และซกเช็นเป็นการปฏิบัติที่เข้าถึงภาวะจิตกระจ่างโดยตรง เป็นวิถีแบบการปล่อยให้ทุกอย่างสลายไปด้วยตัวเอง (self libaration path)

ในสายซกเช็น ปัจจัยสำคัญในการตรัสรู้ธรรม ได้แก่
1. การได้รับพรจากครู ปราศจากครูโอกาสที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้มีน้อยมาก
ข้อนี้เป็นเรื่องแรกที่จะต้องทำความเข้าใจว่า พรของพระพุทธเจ้า พระมหาโพธิสัตว์ ครู มีอยู่จริง แม้ว่าเราจะมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เหมือนลมที่มีอยู่หนทุกแห่งแต่เราไม่สามารถจับต้องได้
2. บุญบารมีที่สั่งสมมาในอดีตชาติจนถึงปัจจุบัน
3. การเข้าถึงภาวะดั้งเดิมของจิตตนเอง โดยไม่มีการปรุงแต่ง

เรียบเรียงจากคำสอนของกุนเทรอ เมินเกียล ลาเซ ริมโปเช

Dear and Dying in Tibetan Buddhism (4)

ประเภทของบาร์โด
“บาร์โดแห่งการเกิดที่เป็นธรรมชาติ” หรือ “บาร์โดแห่งการดำรงชีวิตอยู่” เริ่มตั้งแต่ตอนที่เราเกิดมาจนก่อนที่เรากำลังจะตาย ในขณะนี้พวกเราอยู่ในบาร์โดนี้ นี่คือโอกาสในการเตรียมตัวตาย เพื่อไม่ให้เรามีทุกข์ในบาร์โดที่เหลือ

เมื่อตาย เมื่อมีโรคที่ไม่สามารถรักษาได้ ขณะที่ป่วยหนักใกล้ตายไปจนถึงลมหายใจเฮือกสุดท้ายหมดลง เรียกว่า “บาร์โดแห่งขณะกำลังจะตาย” หรือ “บาร์โดแห่งธรรมกาย” จิตของผู้ตายจะประสบกับสภาวะแสงกระจ่างในบาร์โดนี้ ถ้าตระหนักรู้ก็เข้าถึงการหลุดพ้นได้

เมื่อตายไปแล้ว ผู้ตายซึ่งตอนนี้เหลือเพียงพลังจิตจะประสบกับนิมิตหลากหลาย ช่วงเวลาแห่งนิมิตนี้เป็นช่วงที่เรียกว่า  “บาร์โดแห่งความเป็นธรรมดา” เพราะสิ่งที่ปรากฏให้เห็นนั้นจริงๆแล้วเป็นเพียงความเป็นธรรมดา เป็นสภาวะที่แท้จริงของจิต บาร์โดนี้ยังเรียกว่า “บาร์โดแห่งสัมโภคกาย” เนื่องจากนิมิตต่างๆที่ประสบเป็นส่วนหนึ่งของสัมโภคกายของพระพุทธเจ้า

และบาร์โดสุดท้ายก่อนไปเกิดใหม่คือ “บาร์โดแห่งการก่อกำเนิดในชีวิตใหม่” จะไปเกิดอย่างไร จะมีสัญญาณต่างๆเกิดขึ้นในช่วงนี้ บาร์โดนี้เรียกอีกอย่างว่า “บาร์โดแห่งนิรมาณกายของพระพุทธเจ้า”

โดยปกติ มี 4 บาร์โดเช่นนี้ แต่เราสามารถแบ่งย่อยได้อีก 2 บาร์โดซึ่งอยู่ภายในบาร์โดแห่งการดำรงชีวิตอยู่ ได้แก่ “บาร์โดแห่งสมาธิ” เป็นช่วงเวลาที่จิตอยู่ในสภาวะที่เป็นสมาธิ และตอนกลางคืนเวลาเรานอนแล้วฝัน เรียกว่า “บาร์โดแห่งความฝัน”

โดยสรุป : บาร์โดที่เกี่ยวข้องกับคัมภีร์บาร์โด เทอเตรอ คือ

1. บาร์โดแห่งขณะกำลังตาย (บาร์โดแห่งธรรมกาย)

2. บาร์โดแห่งความเป็นธรรมดา (บาร์โดแห่งสัมโภคกาย)

3. บาร์โดแห่งการก่อกำเนิดในชีวิตใหม่ (บาร์โดแห่งนิรมาณกาย)

Death and Dying in Tibetan Buddhism (3)

ความหมายของ “บาร์โด”

คำว่า บาร์โด (bardo) แปลว่าช่องว่าง หรือระยะระหว่างสิ่งสองสิ่ง หรือช่วงระหว่างการเริ่มต้นของบางอย่างและการสิ้นสุดของบางอย่าง โดยปกติหมายถึงช่วงเวลาระหว่างการตายกับการเกิดใหม่ เป็นช่วงเวลายาวนาน 49 วันซึ่งในระหว่างนี้ผู้ตายหรือทีี่เรียกว่า สัมภเวสี (bardo beings) จะมีนิมิตต่างๆอันเป็นปรากฏการณ์ของจิต

คำว่านิมิตไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเห็นสิ่งใดส่ิงหนึ่ง แต่พวกเขามีความรู้สึกว่าพวกเขาเป็นสิ่งนั้นหรือรับรู้สิ่งนั้น ตัวอย่างเช่น เมื่อประสบนิมิตเทพปางพิโรธ พวกเขาจะรู้สึกว่าสิ่งที่ประสบเป็นความจริง จะเกิดความกลัวอย่างยิ่งใหญ่ แต่จริงๆแล้วสิ่งที่ประสบคือประสบการณ์ของจิตของพวกเขานั่นเอง ในระหว่างที่อยู่บาร์โด พวกเขาจะเกิดความกลัว ความเศร้าโศกเสียใจ ความทุกข์ทรมานอย่างที่สุดที่สูญเสียร่างกาย ความไม่แน่ใจด้วยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป จะไปที่ใด

จริงๆแล้ว ประสบการณ์ที่สัมภเวสีประสบไม่ได้ต่างไปจากที่มนุษย์ประสบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หลายครั้งเราไม่รู้ว่าจะทำอย่าไรดี เราเกิดความสับสนหวาดหวั่น เกิดความเจ็บปวดรวดร้าว ด้วยเหตุนี้ การทำความเข้าใจเรื่องบาร์โดจึงไม่เพียงแต่เป็นการเตรียมตัวตายเท่านั้นแต่ยังให้ข้อคิดสำคัญสำหรับการดำรงชีวิตอยู่อีกด้วย ข้อคิดที่สำคัญอีกข้อคือความไม่จีรังของทุกสิ่ง การที่เราเกิดมาเป็นเพียงวงจรของบาร์โด เราจากบาร์โดหนึ่งไปสู่อีกบาร์โดหนึ่ง จะเป็นอยู่เช่นนี้จนกว่าเราจะได้หลุดพ้น

แม้ว่าความตายจะดูน่ากลัวและบาร์โดเป็นสิ่งที่เราไม่พึงปรารถนา แต่บาร์โดยังให้โอกาสในการหลุดพ้น ด้วยเหตุนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมของทิเบตจึงไม่มีความกลัวตาย ถ้าได้ปฏิบัติธรรมมาเป็นอย่างดี บาร์โดคือที่ๆที่นำไปสู่การตรัสรู้ได้

Death and Dying in Tibetan Buddhism (2)

คัมภีร์มรณศาสตร์

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา มีหนังสือหลายเล่มที่แปลเรื่องมรณสติและการปฏิบัติเกี่ยวกับการตายตามประเพณีพุทธศาสนาวัชรยานของทิเบต ประเด็นหลักของหนังสือเหล่านี้คือคัมภีร์ที่พระลามะทิเบตมักสวดให้ผู้ป่วยใกล้ตายหรือผู้ตายที่เรียกกันว่า “คัมภีร์มรณศาสตร์แห่งทิเบต” ตรงกับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “ The Tibetan Book of the Dead”

เชอเกียม ทรุงปะ ริมโปเช ได้อธิบายในอรรถาธิบายของหนังสือของท่านว่า การเรียกคัมภีร์ของทิเบตเช่นนี้โดยดูแบบอย่างจากคัมภีร์มรณศาสตร์ของอียิปต์ดูเหมือนจะละเลยประเด็นสำคัญที่ว่า “การตาย” ไม่ได้แยกจาก “การเป็น” การตายไม่ใช่การใช้ชีวิตในโลกลี้ลับ ตรงกันข้าม การตายมีความสัมพันธ์กับการดำรงชีวิตอยู่ ด้วยเหตุนี้ ที่เรียกว่า คัมภีร์มรณศาสตร์ ก็สามารถเรียกใหม่ได้เช่นกันว่า “คัมภีร์ชาตศาสตร์แห่งทิเบต” (The Tibetan Book of Birth)

จริงๆแล้ว สำหรับทรุงปะ ริมโปเชคัมภีร์ดังกล่าวเป็นคัมภีร์เกี่ยวกับจักรวาลเพราะจักรวาลประกอบด้วยทั้งการเกิดและการตาย จักรวาลคือที่ๆเราดำรงชีวิตอยู่ หายใจและกระทำสิ่งต่างๆ รวมทั้งที่ๆเราท่องไปแม้เมื่อตายไปแล้ว

คำว่า จักรวาล นี่แหละที่เป็นแก่นแท้ของวัชรยาน เพราะการปฏิบัติธรรมตามครรลองของวัชรยานคือการมองสิ่งแวดล้อมทั้งหลายว่าเอื้อต่อการปฏิบัติธรรมทั้งสิ้น

คัมภีร์ดังกล่าวมีชื่อเป็นภาษาทิเบตว่า “บาร์โด เทอเตรอ” (Bardo thotrol) เป็นคำสอนหนึ่งในหกประเภทที่นำไปสู่การหลุดพ้น ประเภทของการหลุดพ้นทั้งหกได้แก่ การหลุดพ้นด้วยการได้ยิน การหลุดพ้นด้วยการสวมใส่ การหลุดพ้นด้วยการมองเห็น การหลุดพ้นด้วยการจำได้ การหลุดพ้นด้วยการชิมรส และการหลุดพ้นด้วยการสัมผัส

Death and Dying in Tibetan Buddhism (1)

ที่ระลึกจากการบรรยายเรื่องความตายและการตายในพระพุทธศาสนาวัชรยาน (พุทธทิเบต) แก่นิสิตสาวิกาสิกขาลัย เสถียรธรรมสถาน วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2553

ความเข้าใจเบื้องต้น

พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายซึ่งมีศักยภาพในการฟังและปฏิบัติธรรมแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้ จึงทรงแสดงธรรมหลายประเภทซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นยาน 3 ยาน ได้แก่ เถรวาท มหายาน และวัชรยาน (มหายานที่เน้นผล ซึ่งเน้นให้บรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเร็ว) ยานหลังนี้เรารู้จักกันในนามของ วัชรยาน ในวัชรยานนี้เองที่มีการพูดถึงคัมภีร์หนึ่งที่รู้จักกันว่าคัมภีร์มรณศาสตร์และแนวคิดเรื่องบาร์โด

การเตรียมจิตก่อนการศึกษาเรื่องความตาย

จิตเดิมแท้ของเรามีความบริสุทธิ์ กระจ่าง ปราศจากการปรุงแต่ง ปราศจากอวิชชา แต่ในภพชาตินับจำนวนไม่ถ้วนที่เราได้ถือกำเนิดมาในกาลเวลาที่ฝ่ายทิเบตเรียกว่า ไม่มีจุดเริ่มต้น จิตของเรามัวหมองด้วยกิเลส มีความเป็นทวิลักษณ์ ด้วยเหตุนี้ เราจึงทำกรรมต่างๆ เรารักผู้อื่นบ้าง เกลียดผู้อื่นบ้าง เราตัดสินคุณค่าของเขาอยู่ตลอดเวลา ตกเป็นทาสของกิเลสซึ่งเป็นพิษในใจแห่งโลภะ โทสะ โมหะ ริษยา และเย่อหยิ่ง กิเลสต่างๆ เหล่านี้เป็นตัวขับเคลืื่อนให้เราประกอบอกุศลกรรมมากมาย

เมื่อทำกรรม เราก็ได้รับผลของกรรมนั้น ไม่มีกรรมใด ที่ไม่ก่อผล ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเราและสัตว์โลกทั้งหลายล้วนเป็นผลของกรรมทั้งสิ้น การดำรงอยู่ของกรรมและผลของกรรมนี้เรียกว่า “สังสารวัฏ” ที่ทำให้เราตายแล้วเกิดไม่จบสิ้น

Six Ways to Meditate on Impermanence

ที่ระลึกจากการบรรยายในวันที่ 18 มกราคม 2553

หกวิธีในการภาวนาถึงความเป็นอนิจจัง

ในคัมภีร์เรื่อง มหาสมุทรแห่งพระวัจนะ (กาลุง เกียมโซ) พระอาจารย์ชาซา ริมโปเชอธิบายเรื่องวิธีการภาวนาถึงความเป็นอนิจจัง สรุปได้ย่อๆ ดังนี้

1. การภาวนาถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกและจักรวาล

โลกอาจจะดูแข็ง ทนทาน แต่เปลี่ยนทุกๆวินาที เมื่อพระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายในแต่ละภัทรกัลป์ (กัลป์ที่มีพระพุทธเจ้า) ได้เสด็จมาแล้ว จะเกิดไฟประลัยกัลป์ 7 ครั้ง ตามด้วยน้ำท่วมโลก เป็นเช่นนี้อยู่ 7 ครั้ง กัลป์ที่เราอาศัยอยู่นี้ พระพุทธเจ้าเสด็จมาแล้ว 8 พระองค์ จะยังคงมีพระพุทธเจ้าอีก 1,014 พระองค์ ที่จะเสด็จมาโปรดสัตว์ ดูเหมือนว่าโลกจะไม่สลายในปี 2012 เหมือนที่ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งบอกเรา

เมื่อเข้าใจประเด็นนี้อย่างถ่องแท้ นั่งสมาธิพินิจความไม่เที่ยงของโลกกับจักรวาล พินิจว่าตัวเราเป็นเพียงเถ้าธุลีที่น้อยนิด ไฉนเราถึงคิดว่าตัวตนของเรายิ่งใหญ่ ไฉนเราจึงยึดติดกับวัตถุภายนอกที่ล้วนแต่อยู่ในบ่วงของความเป็นอนิจจังทั้งนั้น

2. การภาวนาถึงการเปลี่ยนแปลงของสรรพชีวิต

ก่อนโลกสลาย สัตว์ต่างๆจะประสบกับหายนะครั้งสำคัญ 3 แบบ คือ โรคระบาด (จะมีโรคต่างๆเกิดขึ้น 400 กว่าโรค) ความอดหยาก 3 ครั้ง และการทำลายล้างในชั่วพริบตา

ความอดหยากครั้งที่ 1 มนุษย์จะไม่มีอาหารกิน สัตว์ต่างๆก็ถูกฆ่าเป็นอาหารไปจนหมด ต้องเอาเปลือกธัญพืิชต้มน้ำกิน เมื่อเปลือกธัญพืชหมด ต้องเอากระดูกบรรพบุรุษในสุสานมาต้มกิน เมื่อหมด มนุษย์ก็ต้องฆ่ากันเอง ในตอนนั้นไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกหรือญาติพี่น้องอีกต่อไป

เมื่อเข้าใจประเด็นนี้แล้ว นั่งสมาธิพินิจความไม่เที่ยงของสรรพชีวิต ตัวเราเองก็อยู่ในวงจรของความไม่เที่ยงนี้ นึกภาพเราและเพื่อนพ้องสัตว์โลกที่หิวโหย มีเพียงการปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมเท่านั้นที่จะทำให้เราไม่ต้องเผชิญกับหายนะ เมื่อบรรลุธรรม เราก็อยู่นอกเหนือการเปลี่ยนแปลงของสังสารวัฏ

3. การภาวนาถึงการเสด็จปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

ในมหาปรินิพพานสูตร คัมภีร์ฝ่ายพุทธเพิน กล่าวไว้ว่า แม้แต่พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ ต่างก็ดับขันธุ์ (แสดงธรรมเรื่องความเป็นอนิจจัง) นับประสาอะไรกับเด็กทารก

ในสมัยหนึ่ง มีพระอาจารย์ผู้หนึ่งชื่อเชียน เช็มโป ริมโปเช ศิษย์ของท่านบอกท่านว่า ขอตายแทนท่าน ท่านบอกว่า ครูไม่สามารถตายแทนศิษย์ได้ ศิษย์ก็ไม่สามารถตายแทนครูได้ ท่านไม่กลัวตาย เพราะกายเนื้อไม่เที่ยง แต่จิตภายในที่ปฏิบัติดีแล้วเป็นอมตะ

ในฝ่ายทิเบตเชื่อว่าพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรมก่อน แล้วจึงเสด็จมาโปรดสัตว์ ตรัสรู้ธรรมให้เห็น ละสังขารให้เห็นเรื่องความเป็นอนิจจัง

พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ พระอรหันต์ พระอาจารย์ทั้งหลายต่างดับขันธุ์ทั้งสิ้น ขอให้เราตระหนักถึงประเด็นนี้เพื่อไม่ยึดติดในสังสารวัฏ ไม่เศร้าเสียใจเมื่อความไม่เที่ยงเกิดขึ้น

4. การภาวนาถึงการเกิดและตายของสัตว์โลก

ทุกๆวินาที มีการเกิด การตายเกิดขึ้น บุคคลที่ย่ิงใหญ่ในประวัติศาสตร์ต่างตายจากไป ชี้ให้เห็นกฎเรื่องความไม่เที่ยง ญาติพี่น้องของเราหรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงต่างก็ตายจากไป ตัวเราเองก็ไม่ละเว้น เมื่อถึงเวลา เราก็ต้องตายจากไปเช่นนี้

นั่งสมาธิถึงบุคคลในครอบครัวหรือสัตว์เลี้ยงที่ตายจากไป ตระหนักให้เข้าใจเรื่องความเป็นอนิจจังที่สัตว์โลกทั้งหลายต้องประสบ

5. การภาวนาถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาวะธรรมชาติ

ฤดูกาลที่ผันเปลี่ยน พระอาทิตย์ พระจันทร์ ภูเขา สายน้ำ ล้วนแต่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งิสิ้น ในแต่ละฤดู นอกจากจะมีความแตกต่างเรื่องภูมิอากาศ ยังมีความแตกต่างเรื่องต้นไม้ใบหญ้า ผิวดิน จิตใจของผู้คน ให้นึกถึงการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ในชีวิตประจำวันของเรา แล้วตระหนักถึงความเป็นอนิจจัง

6. การภาวนาถึงความตาย

ไม่มีสิ่งใดอยู่เป็นนิรันดร์ สัตว์โลกทั้งหลายล้วนแต่ต้องเผชิญความตายด้วยกันทั้งนั้น การพินิจถึงความตายจึงเป็นประเด็นใหญ่ของการดำรงชีวิตอยู่และการเตือนตัวเองให้นึกถึงหลักเรื่องความเป็นอนิจจังอยู่ตลอด